Jump to content
aeize.com 4.4.9.2

Search the Community

Showing results for tags 'กสทช.'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


About Me

Found 5 results

  1. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ - Economics รายงานข่าวในวงการโทรคมนาคม เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมจัดทำประชาพิจารณ์ร่างประกาศกสทช.ว่าด้วยค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 ซึ่งจะมีการปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมประกอบกิจการโทรคมนาคมใหม่ หลังจากพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กสทช.มีรายได้คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงเกินจริงไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯปี 2553(พรบ.กสทช.) ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ.ศ.2553 ให้กสทช.มีอำนาจกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและอัตราค่าบริการในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริการและผู้ให้บริการ โดยการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บเป็นรายปีนั้นให้คำนึงถึงรายจ่ายในการกำหนดดูแลคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ ในอัตรารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 2%ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายของผู้รับใบอนุญาต แต่ที่ผ่านมา กสทช.กลับมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 4,500-6,000 ล้านบาทมาโดยตลอด (ไม่รวมรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องนำส่งคลัง) และในช่วง 8 เดือนของปี 60 กสทช.มีรายได้จากค่าธรรมเนียมสูงกว่ารายจ่ายไปแล้ว 4,600 ล้านบาท รายงานข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานกสทช.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแบบที่ 1, 2 และ 3 เพื่อให้สอดคล้องกฎหมายและสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ โดยผลการศึกษาที่ได้ยังให้คงโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมไว้ 4 ระดับและจัดเก็บตามขั้นบันได้ แต่ได้เสนอให้กสทช.ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมลงจากเดิม 50% ในทุกช่วงเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยรายได้ 0-100 ล้านบาทปรับลดค่าธรรมเนียมลงจาก 0.25%เหลือ 0.125% รายได้ 100-500 ล้านบาทปรับลดจาก 0.50% เหลือ 0.25%, รายได้ 500-1,000 ล้านบาทปรับลดจาก 1.0% เหลือ 0.50% และรายได้เกิน 1,000-5,000 ล้านบาทปรับลดจาก 1.50% เหลือ 0.75% ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะทำงานและบริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอแนวทางการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ต่อสำนักงานเลขาธิการกสทช.ก็กลับมีการแก้ไข โดยให้เพิ่มเติมโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมเป็น 5 ระดับ โดยได้เพิ่มบริษัทที่มีรายได้เกิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมคือ 1.50% โดยไม่ได้มีการปรับลดค่าธรรมเนียมลงแต่อย่างใด โดยอ้างเพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ "ขณะที่ผู้ใช้บริการโดยส่วนใหญ่ 90-95% อยู่ในมือผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหญ่ทั้ง 3 ค่ายแต่กลับไม่ได้รับการปรับลดค่าธรรมเนียมใดๆ ลงมา จึงไม่เข้าใจว่าประชาชนผู้ใช้บริการจะได้ประโยชน์อะไรจากการปรับลดค่าธรรมเนียมตามโครงสร้างใหม่นี้ ตรงกันข้ามเป้าหมายการปรับลดค่าธรรมเนียมเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกสทช.ที่ไม่สร้างภาระต่อประชาชนผู้ใช้บริการนั้นก็แทบจะไม่เกิดขึ้น โดยกสทช.จะยังคงมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสูงเกินจริงอยู่ดี" ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. TNN24 ช่อง 16 สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชน เตรียมเปิดลงทะเบียนซิมด้วยระบบอัตลักษณ์ เริ่ม 15 ธ.ค.นี้ วันนี้ (7 พ.ย. 60) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้ออกประกาศแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้เริ่มใช้การจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยวิธีอัตลักษณ์ ทั้งระบบรายเดือนและเติมเงินพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ โดยได้เตรียมพร้อมจุดลงทะเบียนไว้ 55,000 จุดทั่วประเทศ โดยขั้นตอนคือ ผู้ที่จะซื้อซิมการ์ดต้องแสดงตัวพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนในจุดให้บริการ ซึ่งระบบจะตรวจพิสูจน์ทั้งลายนิ้วมือและตรวจสอบใบหน้า หากข้อมูลถูกต้องตรงกันจึงจะสามารถเปิดใช้งานซิมการ์ดได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแอบอ้างหรือปลอมแปลงข้อมูลการลงทะเบียนซิมการ์ด โดยระบบจะส่งข้อมูลบัตรประชาชนไปจัดเก็บที่ฐานข้อมูลของผู้ให้บริการทันที และสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกจัดเก็บเป็นความลับและปลอดภัย ทั้งนี้ สถิติการเปิดซิมการ์ดใหม่ขณะนี้ทุกเครือข่ายรวมกันอยู่ที่เดือนละกว่า 4 ล้านเลขหมาย ส่วนผู้ใช้ซิมการ์ดเก่าหากต้องการลงทะเบียนในระบบใหม่เพื่อความปลอดภัย สามารถลงทะเบียนยืนยันตัวตนได้เช่นกัน ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  3. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ตามแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ของสำนักงานกสทช.มีแนวคิดที่จะนำคลื่นความถี่ย่าน 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ มาประมูลก่อนคลื่นย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ของบมจ.อสมทเนื่อจากเห็นว่า การประมูลคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น น่าจะทำได้รวดเร็วมากกว่าและไม่มีปัญหาด้านข้อกฎหมายมากกว่า เนื่องจากเป็นการประมูลล่วงหน้าก่อนที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทาน โดยคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกกะเฮิรตซ์ อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับบมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ที่ใช้งานอยู่จำนวน 45 เมกกะเฮิรตซ์ โดยจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 30 กันยายน 2561 และคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกกะเฮิรตซ์ กับบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น สิ้นสุดสัญญาสัมปทานในช่วงเดียวกัน ทั้งนี้ กสทช.จะเริ่มต้นกระบวนการนำคลื่นทั้ง 3 ย่าน มาประมูลพร้อมกันในเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเริ่มจัดทำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ของคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ก่อน ขณะที่จะเริ่มดำเนินการประเมินมูลค่า และจัดทำหลักเกณฑ์ในการเยียวยาการขอคืนคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ไปพร้อมกัน โดยกสทช. คาดว่าการขอคืนคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ อาจจะต้องใช้เวลาในการเจรจาหาข้อยุติเกี่ยวกับมูลค่าคลื่นและกรอบวงเงินเยียวยา ดังนั้น หากนำคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ มาประมูลก่อนอาจทำให้การประมูลล่าช้าไม่ทันกับความต้องการของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ กสทช.คาดว่าจะสามารถร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เสร็จสิ้นเพื่อไปรับฟังความคิดเห็นได้ภายในเดือนพฤศจิกายน เพื่อเข้าสู่กระบวนการชี้แจงและเชิญผู้สนใจเข้าประมูล โดยการเคาะราคาน่าจะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2561 จากนั้นจะเปิดโอกาสให้ทำการโอนย้ายลูกค้า ก่อนที่จะมีการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและส่งมอบคลื่นประมาณเดือนมีนาคม "สำหรับคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการประมูลได้จริงประมาณกลางปี 2561 ซึ่งหากเรื่องมูลค่าคลื่นและการเยียวยาตกลงกันได้ก่อนก็สามารถนำมาประมูลต่อจากคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ได้เลย กสทช.ประเมินว่าจะมีใบอนุญาตที่เปิดประมูลของคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 4 ใบ และน่าจะทำรายได้อย่างน้อย 155,000 ล้านบาท " นายฐากร กล่าว อย่างไรก็ดี หลังการประมูลคลื่นความถี่เสร็จสิ้นกสทช.จะต้องนำรายได้จากการประมูลคลื่น 20% ส่งเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนที่เหลือจะส่งให้กระทรวงการคลังเพื่อเป็นเงินของแผ่นดินเช่นเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  4. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดว่า ในเดือน ต.ค.ปีนี้จะเริ่มเปิดให้ใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Fringer Print) ในการลงทะเบียนซิมใหม่ และหมายเลขปัจจุบันก็สามารถเพิ่มระบบสแกนนิ้วมือได้ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือที่ใช้บัญชีพร้อมเพย์แล้ว 20 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันระบบสแกนนิ้วมือใช้ในการลงทุนทะเบียนซิมเติมเงินไปเพียง 1 หมื่นกว่าเลขหมายเท่านั้น เพราะมีจำนวนทีใช้สแกนลายนิ้วมือยังน้อยอยู่ประมาณ 25 เครื่อง โดยจะต้องมีการติดตั้งเพิ่มเติมไมน้อยกว่า 300-400 เครื่อง ในการลงทะเบียนซิมเติมเงิน ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงปลอดภัย ที่มา ไลน์ทูเดย์
  5. แหล่งข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการดีอี ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเป็นประธานเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พิจารณาโครงการสื่อสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ หรือ "เน็ตชายขอบ" ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 3,920 หมู่บ้าน ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) มีหนังสือสั่งให้ทบทวนไปถึง 4 ครั้งอ้างโครงการอาจซ้ำซ้อนกับเน็ตประชารัฐของดีอี และไม่คุ้มค่าควรจะให้บริษัททีโอทีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจทำ แต่นายกฯรัฐมนตรีสั่งให้ กสทช.เดินหน้าโครงการเน็ตชายขอบต่อไป หลังจากนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงถึงกระบวนจัดประมูลและขั้นตอนดำเนินโครงการ แฉไอ้โม่งยืมมือ สตง.ป่วนเน็ตชายขอบ แหล่งข่าว เปิดเผยถึงเบื้องหลัง สตง.ส่งหนังสือให้ทบทวนโครงการเน็ตชายขอบของกสทช.ว่า มีกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการล้มโครงการเน็ตชายขอบสะดุดและหวังให้กสทช.โอนเงินงบประมาณของโครงการนี้เข้ากองทุนดีอี ซึ่งดีอีจะต้องให้บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (NBN Co.) ที่ตั้งขึ้นมาใหม่และเพิ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินโครงการ กสทช.จัดประมูลโครงการเน็ตชายขอบในพื้นที่ 3,920 หมู่บ้านแบ่งเป็นพื้นที่ต่างๆรวม 8 สัญญาโดยตั้งราคากลางไว้ราว 20,000 ล้านบาท ปรากฎว่า ผู้เข้าร่วมประมูลซึ่งมีทีโอทีร่วมประมูลด้วย เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางที่ 12,800 ล้านบาททำให้รัฐประหยัดงบฯ 700 ล้านบาท ในเงื่อนไขของการประมูลเน็ตชายขอบ กสทช.กำหนดว่า ผู้ชนะประมูลต้องคิดค่าบริการให้กับประชาชนในพื้นที่ ในราคาที่ต่ำ กสทช.คำนวณว่า ไม่ควรเกิน 200 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน เนื่องจากกสทช.เป็นผู้ลงทุนเชื่อมโครงข่ายเกือบทั้งหมด ผู้ชนะประมูลเพียงแค่โยงสายจากจุดที่กสทช.ติดตั้งอุปกรณ์ไปยังบ้านเรือนประชาชน เป็นการลงทุนที่ต่ำมาก "ถ้ากสทช.ยกเลิกเน็ตชายขอบเพราะคำท้วงติงจากสตง. เงินงบประมาณทั้งหมดต้องโยนให้กองทุนดีอีทำต่อ ผู้ที่ได้ประโยชน์เต็มๆก็คือทีโอที เพราะจะไม่มีข้อเปรียบเทียบเรื่องอัตราค่าบริการและจะเป็นผู้คุมเกมการจัดซื้อการติดตั้งโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐทั้งหมด" แหล่งข่าวระบุ แหล่งข่าว กล่าวว่าในการส่งมอบเน็ตประชารัฐในเฟสแรกไปแล้วกว่า 12,000 หมู่บ้าน แต่ผ่านมากว่า 5 เดือนกระทรวงดีอี และทีโอทีกลับยังไม่สามารถเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านในโครงการเน็ตประชารัฐได้ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อโครงข่ายเข้าไปยังบ้านเรือนประชาชน นอกจากการให้บริการฟรีไวไฟเฉพาะจุด ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานเลขาธิการดีอี เท่านั้น "เหตุที่ดีอียังไม่สามารถเปิดให้บริการได้นั้นก็เพราะ ยังดีอีไม่สามารถเคาะตัวเลขค่าบริการได้ เนื่องจากทีโอทีที่เป็นผู้ติดตั้งยังไม่สามารถแจกแจงต้นทุนค่าบริการติดตั้งและบริการให้ดีอีได้ ในเบื้องต้นนั้นทีโอทีกำหนดราคาเน็ตประชารัฐเอาไว้สูงถึง 599 บาท ใกล้เคียงและสูงกว่าค่าบริการอินเทอร์เน็ตของบริษัทเอกชนเสียอีก ทำให้ดีอีไม่กล้าประกาศราคาดังกล่าวออกมาด้วยเกรงว่าสวนทิศทางนโยบายเน็ตประชารัฐของรัฐบาลและนายกฯที่ต้องการให้ประชาชนได้ใช้บริการอินเทอร์เน็นราคาถูกเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ต เข้าถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0" เจอเน็ตชายขอบทุบจน "ไปไม่เป็น" แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อ กสทช.ยืนยันว่าในส่วนของเน็ตชายขอบได้กำหนดค่าบริการเอาไว้เพียงไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน ทั้งที่การดำเนินโครงการเน็ตชายของของ กสทช.นั้นเป็นการดำเนินการในโซน C+ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทำให้มีต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าเน็ตประชารัฐที่กระทรวงดีอีมอบหมายให้ทีโอทีดำเนินการ ซึ่งอยู่ในโซน C และเป็นชุมชนที่มีความเจริญกว่า มีต้นทุนติดตั้งและให้บริการต่ำกว่า แต่กลับปรากฏว่าสนนราคาค่าบริการเน็ตประชารัฐที่ทีโอทีกำหนดราคามาแต่แรกนั้นสูงถึง 599 บาท "เป็นไปได้อย่างไรที่เน็ตประชารัฐที่ติดตั้งในหมู่บ้านและชุมชนที่เจริญกว่า มีต้นติดตั้งต่ำกว่า แต่กลับตั้งราคาสูงกว่าเน็ตชายขอบเป็นเท่าตัว ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะมีขบวนการตั้งราคาเพื่อหวังเงินทอนจากโครงการเน็ตประชารัฐในทางใดทางหนึ่ง" อย่างไรก็ตามเมื่อดีอีและทีโอทีเห็นว่า กสทช.ยืนยันอัตราค่าบริการเน็ตชายขอบจะมีราคาไม่เกิน 200 บาทโดย บริษัททีโอทีที่เข้าประมูลด้วยก็ยืนยันว่าทำได้จึงทำให้ ทั้งดีอีและทีโอทีต้องกลับมาทบทวนค่าบริการเน็ตประชารัฐของตนเองใหม่ ก่อนจะโค้ตราคาออกมาล่าสุดที่ 399-599 บาท แต่กระนั้นก็ยังสูงกว่าค่าบริการเน็ตชายขอบที่ กสทช.ดำเนินการ ทำให้นายกฯและบอร์ดดีอีสั่งการให้ ดีอี ทีโอทีและกสทช.ไปร่วมกันหาทางออกเพื่อกำหนดราคาเน็ตประชารัฐให้เป็นอัตราเดียวกัน "ทีโอทีนั้นรู้อยู่เต็มอก หากดำเนินการเน็ตชายขอบไปตามเงื่อนไขทีโออาร์ที่กสทช.วางเอาไว้คือ 200 บาท/เดือนบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้แน่ เพราะต้นทุนที่แท้จริงนั้นสูงกว่า จึงพยายามยื้อโครงการนี้และหวังจะอาศัยการยืมมือรัฐและสตง.บีบให้โอนโครงการทั้งหมดมาอยู่ในมือของกลุ่ม"แหล่งข่าวชี้ จี้ดีอี-สตง.สอบเชิงลึกเน็ตประชารัฐ แหล่งข่าว ยังเผยด้วยว่า สิ่งที่กระทรวงดีอีและรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานตรวจสอบอย่าง สตง.ควรจะต้องเร่งหาความกระจ่างในโครงการเน็ตประชารัฐก็คือ การตรวจสอบการใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าว เพราะระยะเวลาร่วมปีที่ทีโอทีดำเนินโครงการไปนั้น ไม่มีการชี้แจงรายละเอียดการใช้เงินและความคืบหน้าในการดำเนินการแต่อย่างใด แม้แต่โครงข่ายเน็ตประชารัฐเฟสแรกที่ทีโอที ที่อ้างว่าติดตั้งและส่งมอบมาให้ดีอีแล้ว 12,000 หมู่บ้าน และเฟส 2 อีกราว 5,000 หมู่บ้านนั้น จนถึงขณะนี้ กระทรวงดีอีที่ก็ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจรับใด ๆ เพราะข้าราชการทีเกี่ยวข้องต่างไม่มีใครยอมเป็นกรรมการตรวจรับ "จะให้ดีอีเปิดให้บริการเน็ตประชารัฐและประกาศอัตราค่าบริการออกไปได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีการตรวจสอบพัสดุ ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ เหตุใด สตง.ไม่ระแคะระคายหรือไม่คิดจะลงไปตรวจสอบ อย่าลืมว่าเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการนี้ล้วนมาจากภาษีประชาชน และเป็นหน้าที่ของสตง.จะต้องลงไปตรวจสอบการใช้จ่ายภาษีประชาชนที่ว่าคุ้มค่า โปร่งใสหรือไม่" ที่มา ไลน์ทูเดย์
×
×
  • Create New...