Jump to content
aeize.com 4.3.6

Search the Community

Showing results for tags 'บุหรี่'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 12 results

  1. FINNOMENA Reporter ข่าวการปรับขึ้นภาษีสินค้าประเภทแอลกอฮอล์ เบียร์ เหล้า และสิ่งเสพติดบุหรี่ ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้รับภาระก็ไม่สามารถมารวมตัวกันประท้วงได้ เพราะเป็นสินค้าไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่เป็นสินค้าตอบสนองประโยชน์ทางอารมณ์ (Emotional benefit) และประโยชน์ในการสังสรรค์ที่เป็นเรื่องของสังคม (Social benefit) เท่านั้น คำถามก็คือ ในเมื่อราคาเพิ่มสูงขึ้นมากผู้บริโภคก็ควรจะเลิกหรือบริโภคให้น้อยลง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลิกหรือลดไม่ได้เพราะรูปแบบการบริโภคสินค้าประเภทนี้เป็นการบริโภคที่เรียกว่า Compulsive consumption behavior หมายถึง การบริโภคที่เสมือนหนึ่งถูกบังคับให้ต้องบริโภคหยุดไม่ได้ การศึกษาเรื่องของอินไซต์ผู้บริโภคพบว่าการที่ไม่สามารถหยุดบริโภคสินค้าดังกล่าวได้ไม่ใช่แค่สารเสพย์ติด แต่เป็นการเสพย์ติดอารมณ์ (Emotional addictive) เคยมีสินค้าบุหรี่ออกมาแบบไม่มีควันก็ปรากฏว่าขายไม่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่ได้เสพย์แค่บุหรี่แต่เป็นการผ่อนคลายจากควันบุหรี่ด้วย ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดในสินค้าประเภทนี้แม้ว่ามีกฎหมายห้ามเรื่องการสื่อสารโฆษณาอย่างเข้มงวดก็ตาม นักการตลาดก็ได้ใช้การนำเสนอการกระตุ้นทางด้านอารมณ์ให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมการซื้อที่ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ในบางครั้งมีการตั้งราคาที่เอากำไรที่เกินควร จนมีคำกล่าวที่ว่าการมองว่าโลกนี้จะน่าอยู่ขึ้น ถ้าไม่มีศาสตร์การตลาด การตลาดมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อถือในแบรนด์สินค้าและบริการของตนเอง การนำเสนอการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าเกิดความหลงใหลได้ปลื้ม ส่งผลให้ซื้อสินค้าและบริการต่างๆอย่างทันทีและมากขึ้น จึงมักเกิดคำถามว่า การตลาดเป็นสิ่งชั่วร้าย ที่ทำให้คนเกิดความอยากได้อยากมีในสิ่งที่ไม่จำเป็น, ทำให้คนเกิดความจงรักภักดีในตรายี่ห้อโดยไม่ได้มองถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริงของตัวผลิตภัณฑ์ การโฆษณาทำขึ้นในหลายรูปแบบ ในส่วนของการตั้งราคา เกิดคำถามอยู่บ่อยครั้งว่าราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นที่เป็นผลกระทบจากอัตราภาษีจะทำให้ยอดขายตกลงหรือไม่ กรณีนี้คงตอบได้ว่าลูกค้าไม่ได้มีความอ่อนไหวต่อราคา (Price sensitivity) ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดด้านอื่นๆที่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่จะทำก็คือพยายามสร้างอำนาจการต่อรองเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดราคา หรือการที่แบรนด์สินค้าเครื่องดื่มบางรายที่พยายามกีดกันไม่ให้คู่แข่งขันได้เกิด โดยการห้ามช่องทางการจำหน่ายไม่ให้ขายสินค้าคู่แข่งขัน ถ้าจะมองการตลาดที่แท้จริง จะพบว่าเป้าหมายทางการตลาดที่ถูกต้องนั้น ความหมายและคุณค่าของการตลาดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มยอดขายหรือการสร้างภาพหรือการหลอกลวงเพื่อเพิ่มกำไรในระยะสั้น แต่เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้มีความสุขมากขึ้น และกำไรที่ได้จะแปรผันตามระดับความพึงพอใจของลูกค้าในระยะยาว การตลาดที่ดีไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้คนเกิดความอยากได้อยากมีในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือสินค้าเสพติดประเภทนี้ เพราะไม่มีอะไรในโลกทำให้คนเกิดความอยากได้ แต่คนเรานั้นมีความต้องการอยู่ภายในตนเองอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งที่มีแต่ก็ไม่รู้ตัวและไม่ได้ตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริงของตนเอง (Acquired needs) คนเราไม่ได้บริโภคเหล้า เบียร์ บุหรี่ เพราะนักการตลาดหลอกให้ซื้อ แต่แท้จริงแล้วผู้บริโภคนั้น มีความต้องการทางด้านอารมณ์และเลือกที่จะบริโภคสินค้าประเภทนี้เพื่อตอบโจทย์ทางด้านอารมณ์และสังคมของตนเองต่างหาก หน้าที่ของการตลาดเริ่มที่การศึกษาหากลยุทธ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค (Consumer Insight) การเข้าใจที่ถ่องแท้จะนำมาซึ่งความพึงพอใจและเพิ่มยอดขายของแบรนด์ได้ในที่สุด ประเด็นหนึ่งที่การตลาดสามารถตอบโต้ข้อกล่าวหาก็คือ การตลาดไม่ได้ทำให้คนเกิดความอยากแต่ลูกค้ามีความต้องการอยู่แล้ว แต่กลยุทธ์การตลาดได้ทำความเข้าใจและหาทางการกระตุ้นเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงและเน้นให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ ความสุขได้มากขึ้น ซึ่งต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนทำให้เชื่อและคล้อยตาม มิใช่การหลอกลวง เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการตลาดมิใช่ยอดขายในระยะสั้นแต่เป็นการสร้างความยั่งยืน เข้าใจอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆถ้าไม่อยากเสียเงินเพิ่มขึ้น ก็ต้องหาทางลดความต้องการของตนเอง เพราะสุดท้ายถ้าผู้บริโภคควบคุมอินไซต์ตัวเองไม่ได้ก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการตลาดหรือภาระภาษีที่ถูกผลักให้จ่ายเพิ่มขี้น Source : กรุงเทพธุรกิจ ดูข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงการจับกุมสินค้าแบรนด์เนม บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ลอบลักลอบหนีศุลกากร มูลค่าความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท สามารถจับกุม นายชนินทร์ ศุภรินทร์ อายุ 30 ปี พร้อมของกลางรถกระบะบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน 1ฒพ1610 หลังวางแผนตรวจสอบขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม ใช้วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่โดยการทำใบขนสินค้าถ่ายลำ มัดลวดตีตราจากต้นทางสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อขนส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ประเทศกัมพูชา แต่กลับขับออกนอกเส้นทาง จากการตรวจค้นรถบรรทุกดังกล่าวมีนายชนินทร์ เป็นคนขับ พบสินค้าแบรนด์เนมประเภทเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ จำนวนมาก ไม่ปรากฏหลักฐานตรวจสอบทางศุลกากรอย่างถูกต้อง มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2,500,000 บาท พร้อมแจ้งข้อหาลักลอบหรือรับซื้อหรือรับไว้ ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี อธิบดีกรมศุลากร กล่าวว่า จากการที่กรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ส่งผลให้ราคาขายปลีกภายในประเทศปรับราคาสูงขึ้น ประกอบกับข้อมูลทางการข่าวทำให้ทราบว่ามีขบวนการลักลอบนำสินค้าบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากประเทศมาเลเซียเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ได้เข้าตรวจค้นโกดังจำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผลการตรวจค้นพบ บุหรี่จำนวน 600 หีบ (6,000,000 มวน) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ สุรา ไวน์ เบียร์ จำนวน 3,902 ขวด รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 12,745,000 บาท ที่มา ไลน์ทูเดย์
  3. วันที่ 18 ก.ย. ที่ลานหน้าวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวกับประชาชนที่มาต้อนรับกว่า 1,200 คน ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.สุพรรณบุรี ถึงการปรับฐานภาษีเหล้า-บุหรี่ ว่า รัฐบาลไม่ได้ทำงานเพื่อประโยชน์ให้คนรวยหรือคนจน พวกนี้มันเป็นวาทะกรรม รัฐบาลจัดเก็บรายได้มีจำกัด ขออย่าหนี เลี่ยงหรือโกงภาษี ตนทำทุกอย่าง ไล่บี้ทุกวัน แก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีให้ได้ครบตามเป้า “การปรับขึ้นภาษีใหม่ไม่ได้หวังรีดใคร ไม่ว่าจะสูบบุหรี่หรือกินเหล้า ถึงอย่างไรคนก็กินแต่พอขึ้นภาษีก็บอกว่ารัฐบาลตูดขาด จริงๆ แล้วการปรับขึ้นภาษีคิดมากี่รัฐบาลแล้ว เคยทำได้หรือไม่ หากไม่ทำ วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจะสกัดคนหน้าใหม่ได้ หลายเรื่องที่รัฐบาลนี้ทำได้ โดยที่ทุกรัฐบาลทำไม่ได้เพราะกลัวเสียคะแนน แต่ผมไม่เคยกลัวเสียคะแนน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องพยายามเก็บภาษีให้ได้แต่ไม่ใช่ไปรีดภาษี เพียงต้องการมีเงินพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน พอได้แล้ว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเป็นตัวชี้วัดที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นอย่างไร อย่าคิดแบบเดิม มีคนใช้วาทะกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการทุจริต ตนยืนยันทุกครั้งว่าให้หาและฟ้องมา พร้อมจะสอบสวนให้ทุกเรื่อง ที่บก.ทบ. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. เปิดเผยว่า พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเลขาธิการคสช. ประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคสช. กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภาษี สุรา ยาสูบ ซึ่งสังคมให้ความสนใจ ขอให้ร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงการตรวจสอบและเฝ้าระวังมิให้มีการกักตุนสินค้าที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้บริโภคด้วย ที่มา ไลน์ทูเดย์
  4. สนับสนุนเนื้อหา วันนี้ถือเป็นวันที่ 2 หลังประกาศใช้กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดอัตราภาษีสินค้า ฉบับใหม่ ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต 2560 ที่อาจส่งผลต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจร้านขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ แบบขายส่ง ตามถนนเส้นลาดพร้าววังหินที่มีข้อมูลว่ามีร้านขายส่ง พบว่า ส่วนใหญ่ร้านขายส่งปิดทำการ เช่นเดียวกับบริเวณถนนติวานนท์ เขตนนทบุรี จากการสอบถามร้านค้าส่งแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ร้านค้าส่งโดยปกติจะปิดทุกวันอาทิตย์ แต่มีบางแห่งเลือกปิดร้าน เพื่อรอเปิดร้านอีกครั้งวันจันทร์นี้ โดยให้เหตุผลว่าส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจนเรื่องราคาที่จะต้องปรับใหม่ จึงต้องรอความชัดเจน ส่วนร้านที่ยังขายจะขายด้วยราคาเดิมไปก่อน ขณะเดียวกัน กรณีบุหรี่ราคาต่ำกว่า 60 บาท/ซอง จะมีราคาเพิ่มขึ้น 4-15 บาท ส่วนบุหรี่ราคาสูงเกินซองละ 60 บาทราคาจะเพิ่ม 2-10 บาท จากการสอบถามพบว่า ด้วยส่วนต่างของราคานี้ทำให้ร้านค้าส่งบางร้านจะไม่จำหน่ายบุหรี่แบบยกแพ็คให้ร้านค้าแบบปลีก แต่เลือกแบ่งขายเป็นซอง โดยอ้างเหตุผลว่า มีจำนวนจำกัด ประกอบกับยี่ปั๊วะที่รับสินค้าไม่ยอมจำหน่ายบุหรี่ให้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ที่มา sanook!
  5. ราคาขายบุหรี่ ประกาศราคาขายบุหรี่ ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ที่มา เว็บโรงงานยาสูบ ขอขอบคุณภาพจากเพจ รวมพลคนโชห่วย-ร้านของชำ
  6. หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 กันยายน 2560 มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีสุรา ยาสูบ และไพ่ เป็นกฎหมายลูก ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (ฉบับใหม่) ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ปรากฏมีกระแสข่าวว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะทำให้ราคาบุหรี่ที่วางขายตามท้องตลาดต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นซองละ 30 บาท จนทำให้ตลาดตื่นตระหนก ตัวแทนจำหน่าย สั่งซื้อเหล้าและบุหรี่เข้ามาเก็บไว้ในสต็อก นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสุราและยาสูบครั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่เพิ่มขึ้นซองละ 30 บาทตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน และความเป็นธรรมเป็นหลัก ไม่ได้เน้นไปที่การหารายได้เข้ารัฐ หลักในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมี 2 รูปแบบ คือ 1. เก็บภาษีตามปริมาณ 2. เก็บภาษีตามมูลค่า ใช้วิธีไหนคำนวณภาษีแล้วรัฐได้รายได้สูงสุดให้ใช้วิธีนั้น ปรากฏว่าที่ผ่านมาบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศสำแดงราคาต่ำ เมื่อใช้วิธีการคำนวณตามมูลค่าสินค้าแล้วรัฐได้ภาษีน้อย จึงใช้วิธีการคำนวณภาษีตามปริมาณ ซึ่งเก็บภาษีตามน้ำหนัก 1.10 บาทต่อกรัม ทำให้บุหรี่นำเข้ากลุ่มนี้กำหนดราคาขายปลีกได้ในราคาที่ต่ำมาก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กรมสรรพสามิตจึงต้องปรับโครงสร้างภาษีใหม่จะเก็บภาษีทั้งตามปริมาณและมูลค่ารวมกัน โดยใช้ราคาขายปลีกตามท้องตลาดเป็นราคาหรือเกณฑ์อ้างอิง หลักการคือ ทั้งผู้นำเข้าและโรงงานยาสูบ ไม่ว่าจะผลิตบุหรี่มวนเล็กหรือมวนใหญ่ออกมาขาย ต้องเสียภาษีมวนละ 1.20 บาทก่อน (เก็บภาษีตามปริมาณ) จากนั้นให้ใช้ราคาขายปลีกมาเป็นเกณฑ์อ้างอิง หากตั้งราคาขายปลีกสูงกว่า 60 บาท (เก็บภาษีตามมูลค่า) ต้องเสียภาษี 40% ของมูลค่า แต่ถ้ากำหนดราคาขายปลีกต่ำกว่า 60 บาท ให้เสียภาษีในอัตรา 20% ของมูลค่า เป็นเวลา 2 ปีนับจากวันที่มีผลบังคับใช้ หลังจากนั้นให้ปรับอัตราขึ้นเป็น 40% ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยได้มีเวลาปรับตัว ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้คาดว่าจะทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่ทุกยี่ห้อเพิ่มขึ้น 3-6 บาท สำหรับรายละเอียดกรมสรรพสามิตจะแถลงข่าวในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. ส่วนโครงสร้างภาษีเหล้า เบียร์ เน้นไปที่เรื่องของสุขภาพตามหลักสากล จึงเก็บภาษีทั้งตามปริมาณและมูลค่าเช่นเดียวกับบุหรี่ แต่เน้นไปที่ปริมาณแอลกอฮอล์ การกำหนดอัตราภาษีสุรา-เบียร์เดิมนั้นให้น้ำหนักไปที่การจัดเก็บภาษีตามมูลค่าประมาณ 80% ตามปริมาณแอลกอฮอล์ 20% แต่โครงสร้างอัตราภาษีใหม่ให้น้ำหนักไปที่มูลค่า 60% และตามปริมาณแอลกอฮอล์ 40% ดังนั้น เหล้าที่มีดีกรีสูงๆ ก็จะต้องเสียภาษีแพงขึ้น คาดว่าจะทำให้ราคาเหล้าสีและเหล้าขาวปรับราคาขึ้นขวดละ 3-7 บาท ส่วนไวน์นั้นต้องเสียภาษีตามปริมาณลิตรละ 1,500 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (100%) และต้องเสียภาษีตามมูลค่าด้วย โดยคำนวณจากราคาขายปลีก ถ้าตั้งราคาขายปลีกเกิน 1,000 บาท/ขวด เสียภาษีสรรพสามิตอีก 10% ของมูลค่า แต่ถ้าตั้งราคาขายปลีกไม่ถึง 1,000 บาท/ขวด เสียภาษีตามปริมาณอย่างเดียว ไม่ต้องเสียภาษีตามมูลค่า (เดิมกำหนดราคาขายปลีกไว้ที่ 600 บาท/ขวด) “การปรับโครงสร้างภาษีสุรา-เบียร์ครั้งนี้ นอกจากจะมีผลต่อการปรับขึ้นราคาขายปลีกแล้ว ยังเป็นการขยายเพดานในการปรับอัตราภาษีด้วย โดย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ให้อำนาจ ครม. ออกกฎกระทรวงปรับขึ้นอัตราภาษีเบียร์ได้สูงสุดลิตรละ 3,000 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เหล้าขาวและเหล้าสีปรับขึ้นอัตราภาษีได้สูงสุดลิตรละ 1,000 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์” นายสมชายกล่าว ส่วนกรณีที่มีคนเป็นห่วงการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้จะทำให้ผู้บริโภคหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือบุหรี่หนีภาษีซึ่งมีราคาถูกกว่าทดแทนนั้น นายสมชายกล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ได้กำหนดนิยามบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่อนุญาตให้นำเข้าและจำหน่ายในประเทศ ตนจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตดำเนินการจับกุมผู้นำเข้าและผู้ที่จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ รวมทั้งบุหรี่ลักลอบนำเข้าด้วย หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเดือนธันวาคมปี 2557 กำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการจับกุมผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลการจับกุมไปยังผู้ซื้อหรือผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามโพสต์ข้อความบน Facebook ระบุว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองพัทยาคุมขังนาน 20 ชั่วโมง ข้อหาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ขณะเดินทางมาท่องเที่ยวกับภรรยาในประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวรายนี้จ่ายเงินประกันตัวด้วยวงเงิน 1 แสนบาท หรือ 70 ล้านดอง ขณะที่เว็บไซต์ travelweekly ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าให้ระวังโทษจำคุก 10 ปี เพราะการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในไทยถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ที่มา ไทยพับลิก้า
  7. “ยี่ปั๊ว-โชห่วย”แห่ตุนเหล้า-บุหรี่ รับขึ้นภาษีบาป 16 ก.ย.นี้ อ้างของมีไม่พอขาย ขณะที่สรรพสามิตแจงยิบอัตราคำนวณใหม่ ตั้งโต๊ะแถลงพรุ่งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 16 ก.ย.นี้ กรมสรรพสามิตจะเปิดเผยรายละเอียดและอัตราภาษีแต่ละสินค้าทุกประเภทให้ทราบ โดยนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต จะเป็นผู้แถลง ซึ่งเป็นหลังจากอัตราภาษีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมีผลบังคับใช้พร้อมกับพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต 2560 ฉบับใหม่ ในวันที่ 16 ก.ย.60 สำหรับสถานการณ์การกักตุนสินค้า เริ่มพบเห็นร้านค้าขายปลีกและส่ง รวมทั้งร้านโชห่วยบางรายเริ่มมีการกักตุนสินค้าประเภทบุหรี่ และสุรา โดยบางรายไม่ยอมขายให้ผู้บริโภคในปริมาณมาก อ้างว่าสินค้ามีไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการร่วมกันป้องกันการกักตุนสินค้า โดยการกักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่าย ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ถือว่าทำให้รัฐเสียประโยชน์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ จะเป็นการปรับโครงสร้างภาษี เปลี่ยนฐานการคำนวณภาษี จากเดิมเก็บจากราคาหน้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือราคาสำแดงนำเข้า(ซีไอเอฟ ) มาเป็นราคาปลีกแนะนำ ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายฉบับใหม่ ไม่ได้ทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่เป็นการผลักภาระให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ภาษีบุหรี่ใหม่จะเก็บทั้งตามมูลค่าและปริมาณรวมกันทั้ง 2 ขา โดยขาปริมาณเดิมคิด 1.10 บาทต่อกรัม เป็น 1.20 บาทต่อมวน ในส่วนของขามูลค่าเดิมเก็บ 90% จะลดลง แบ่งเป็น บุหรี่ราคาไม่เกิน 60 บาท จะเก็บภาษีอัตรา 20% ของราคาขายปลีก และบุหรี่ที่ราคามากกว่า 60 บาท เก็บอัตรา 40% ของราคาขายปลีก เป็นเวลา 2 ปีแรก หลังจากนั้นจะเก็บภาษีเป็นอัตราเดียวกันที่ 40% ส่วนภาษีสุรา เบียร์ จะเก็บทั้งด้านมูลค่าและปริมาณรวมกัน โดยจะเก็บด้านมูลค่าสัดส่วน 60% และด้านปริมาณสัดส่วน 40% จากเดิมภาษีด้านมูลค่ามีสัดส่วน 80% ส่วนด้านปริมาณมีสัดส่วน 20% โดยการเพิ่มสัดส่วนของขาปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อให้เป็นหลักสากลที่ว่าปริมาณแอลกอฮอล์มากต้องเสียภาษีมากขึ้นตามไปด้วย ด้านภาษีไวน์ใหม่ มีการกำหนดไวน์ราคาที่ 1,000 บาท หากไวน์มีราคาไม่เกิน 1,000 บาท ก็ได้รับการยกเว้นภาษีในขามูลค่า แต่หากราคาเกิน 1,000 บาท จะเสียภาษีที่อัตรา 10% และนำไปคิดรวมกับภาษีด้านปริมาณที่เก็บอยู่ที่ 1,500 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ขณะที่การเก็บภาษีจากค่าความหวานจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว เพราะเป็นภาษีใหม่ โดยใน 2 ปีแรกจะไม่มีการปรับเพิ่ม และ 2 ปีต่อไป หากไม่ลดความหวานให้ได้ตามที่กำหนดก็ต้องเสียภาษีเพิ่ม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากความหวาน แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาษีจากค่าความหวาน เป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบบ้าง เพราะไม่เคยเก็บมาก่อน โดยจะจัดเก็บตามความหวานที่ระบุไว้กับองค์การอาหารและยา (อย.) ซึ่งจะต้องเป็นความหวานที่ให้แคลอรี่ ยกเว้นส่วนผสมน้ำตาลเทียมที่ไม่ให้พลังงานแคลอรี่ จะได้รับการยกเว้น สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีค่าความหวาน จะแบ่งเป็น 6 ระดับ ได้แก่ ค่าความหวาน 0-6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ไม่เสียภาษี , ค่าความหวาน 6-8 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 10 สตางค์ต่อลิตร , ค่าความหวาน 8-10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 30 สตางค์ต่อลิตร , ค่าความหวาน 10-14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 50 สตางค์ต่อลิตร , ค่าความหวาน 14-18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร และค่าความหวาน 18 กรัมขึ้นไป ต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร หลังจากนั้นจะทยอยปรับทุก 2 ปีแบบขั้นบันได ขณะที่การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มกระทบกับสิ่งแวดล้อม และกลุ่มสินค้าบาป โดยได้เน้นจัดเก็บสิ่งที่ทำลายสุขภาพ และได้ยกเลิกการเว้นเก็บภาษีบางรายการในเครื่องดื่มที่อยู่ในตู้แช่ 111 รายการ เช่น ชา กาแฟ ทำให้สินค้าประเภทนี้หากเครื่องดื่มมีส่วนผสมของชา กาแฟ เพียง 1% จะถูกจัดเก็บทันที ที่มา แนวหน้า
  8. หลังจากที่ประชุม ครม.เห็นชอบกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่มีผลบังคับใช้วันที่ 16 กันยายน นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ กล่าวว่า การกำหนดอัตราภาษียาสูบใหม่คำนวณทั้งตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และคำนวณตามมูลค่า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.กำหนดราคาไม่เกิน 60 บาทต่อซอง จัดเก็บภาษีร้อยละ 20 ส่วนราคาเกิน 60 บาทต่อซอง จัดเก็บภาษี ร้อยละ 40 มาตรการดังกล่าว จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องพยายามกำหนดราคาขายปลีกแนะนำไม่ให้เกิน 60 บาทต่อซอง เพื่อไม่ต้องเสียภาษีตามมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่วนโรงงานยาสูบต้องปรับเพิ่มราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 16 ยี่ห้อ ซึ่งกระจายอยู่ตามท้องตลาด เมื่อมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น จากเดิมเสียภาษี 25-40 บาทซอง เปลี่ยนเป็นภาระเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50 บาทต่อซอง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาระภาษี ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์การขายราคาไม่ให้เกิน 60 บาทต่อซอง เพื่อไม่เสียภาษีอัตราสูงขึ้น ยอมรับว่าการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น ขณะที่โรงงานยาสูบได้รับผลกระทบ กำไรสุทธิปรับลดลง ส่งผลให้คะแนนประเมินลดลงด้วย และอาจกระทบต่อพนักงานอีกด้านหนึ่ง ยอมรับว่าการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่หวังลดการสูบบุหรี่ให้น้อยลง แต่อาจเกิดการหันไปสูบยาเส้นซึ่งราคาถูก บุหรี่หนีภาษีอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น การหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนการกักตุนสินค้าบุหรี่ช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าโรงงานยาสูบไม่ได้ผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อกันไม่ให้มีการกักตุนตามนโยบายของรัฐบาล แต่ประเมินแล้วพ่อค้าแม่ค้าหันไปกักตุนบุหรี่ต่างประเทศ จึงคาดว่าในช่วง 3 เดือนของปีนี้ต้องระบายบุหรี่ที่กักตุนออกสู่ตลาด คาดว่าปีงบประมาณ 2561 อาจทำให้รายได้โรงงานยาสูบหายไปเกือบ 7,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีกำไรในปีงบประมาณ 2559 ขณะที่ปี 2560 ตั้งเป้า 9,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น. ที่มา ไลน์ทูเดย์
  9. วันนี้ (12ก.ย.60) นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ในสินค้า 3 รายการ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และไพ่ โดยจะมีการประกาศอัตราใหม่ในราชกิจจานุเบกษาในวันศุกร์ที่ 15 ก.ย. และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย. 2560 ซึ่งจะมีการแถลงในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำชับให้ชี้แจงต่อประชาชนว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ที่มา ไลน์ทูเดย์
  10. สัปดาห์นี้ ต้องจับตาว่าอัตราภาษีสรรพสามิตของสินค้าตางๆ เช่น บุหรี่ เหล้า ไวน์ เครื่องดื่มชา กาแฟ รถยนต์ จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร หลังจากรอลุ้นกันมานาน โครงสร้างภาษีดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้วันที่ 16 กันยายน 2560 ภาษีสรรพสามิตใหม่ ปรับโฉมการเก็บภาษีจากสินค้ามาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ จากเดิมการคิดภาษีจะนำราคานำเข้า หรือราคาหน้าโรงงาน มาเป็นฐานในการคำนวณ การเปลี่ยนฐานราคาคิดภาษี เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นของสินค้าแจ้งราคาผลิต หรือนำเข้าต่ำ แต่ขายราคาสูงเพื่อทำกำไรมาก เมื่อฐานในการคิดภาษีเปลี่ยน อัตราภาษีต้องเปลี่ยน ส่วนใหญ่อัตราภาษีปรับลดลงกว่าเดิม ถ้าไม่ปรับลด ภาระภาษีสูงขึ้นทันที ยกตัวอย่าง ภาษีรถยนต์เคยเสียภาษี 30% แต่เมื่อเทียบราคาหน้าโรงงานกับราคาขายปลีกแนะนำแตกต่างกัน 24% ดังนั้น ภาษีใหม่ลดลง 24% ของอัตราภาษี 30% จะเหลือประมาณ 23% เป็นต้น ภาษีสรรพสามิตใหม่มีทั้งหมด 14 สินค้า กับ 4 บริการ ส่วนใหญ่อัตราภาษีผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา คาดว่าในช่วงต้นสัปดาห์นี้ อัตราภาษีที่ผ่าน ครม.ไปแล้ว เช่น เครื่องดื่ม น้ำมัน รถยนต์ แบตเตอรี่ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเว้น เหล้า เบียร์ บุหรี่ ไพ่ จะเสนอ ครม.วันที่ 12 กันยายนนี้ หลังจากนั้นจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปในวันที่ 16 กันยายน กรมสรรพสามิตให้เหตุผลว่าสินค้ากลุ่มนี้อ่อนไหว และมีผลต่อการกักตุน จึงประกาศพร้อมๆ กับที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม แม้มีเสียงยืนยันหลายครั้งจาก นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ว่าหลักการของภาษีใหม่จะไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ โดยยืนยันว่าภาระภาษีไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ กรมสรรพสามิตไม่ได้หวังเพิ่มรายได้ แต่มีเป้าหมายใหญ่ในการปฏิรูปภาษี คือ ให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส เป็นสากล ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีทั้งระบบ ทำให้การจัดเก็บภาษีของกรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังมีความกังวลถึงความได้เปรียบเสียเปรียบจากภาษีใหม่ โดย นพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาเบียร์มักจะถูกเก็บภาษีตามราคาขาย เหล้ามักจะเก็บตามปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพดานภาษีใหม่จะส่งผลต่อราคาขายของเหล้าและเบียร์ที่อาจไม่แตกต่างกันมากนัก และจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เช่น สุราพื้นบ้านหรือเหล้าขาวถูกเก็บต่ำกว่าเบียร์ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน หรือเมื่อเทียบดีกรีแล้ว ผู้ดื่มแอลกอฮอล์อาจจะหันไปบริโภคสุราหรือเหล้าขาวมากกว่าเบียร์ที่มีดีกรีน้อยกว่า แต่ก็มีบางส่วนที่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคจากเหล้าขาวมาเป็นเบียร์มากขึ้น อัตราภาษีใหม่ในส่วนเบียร์จะถูกจัดเก็บภาษีมากกว่าเหล้าขาว ทำให้ราคาต่อดีกรีจะต่างกันมาก อาจมีส่วนจูงใจให้นักดื่มกลับมาสนใจเหล้าขาวมากขึ้น ด้าน รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โครงสร้างการจัดเก็บที่ยกเว้นภาษีตามมูลค่าเพื่อเอื้อต่อผู้ประกอบการในประเทศ เช่น ไวน์ มีข่าวว่ายกเว้นการเก็บภาษีตามฐานมูลค่าจากปัจจุบันใช้เกณฑ์ราคาขายส่งช่วงสุดท้ายขวดละไม่เกิน 600 บาท มาเป็นเกณฑ์ราคาขายปลีกขวดละไม่เกิน 1,000 บาท นั้นถือว่าไม่เป็นไปตามหลักความเป็นธรรมตามหลักสากล ถือเป็นการบิดเบือนตลาด รศ.ดร.อรรถกฤตกล่าวต่อว่า การเก็บภาษีควรเน้นสุขภาพเป็นหลัก ด้วยการเก็บภาษีตามปริมาณไม่ใช่ราคา หากโครงสร้างภาษีใหม่เปิดช่องให้ของราคาถูกจ่ายภาษีถูกกว่าของราคาแพงแล้ว ทำให้เกิดการขยายตัวของราคาอย่างรวดเร็ว และเอื้อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น บุหรี่ มีผู้ผลิตในประเทศรายใหญ่ที่รัฐเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนภาษีสรรพสามิต ถือเป็นความลับ ที่ผ่านมาอัตราภาษีจะเป็นเท่าไหร่ ไม่เคยเล็ดลอดออกมาก่อนที่จะประกาศในราชกิจจาฯ แม้ขณะนี้จะมีข่าวออกมาบ้างประปาย แต่ไม่เคยได้รับการยืนยันจากกรมสรรพสามิต โดยเฉพาะเหล้า เบียร์ บุหรี่ ถือเป็นความลับสุดยอด มีเกี่ยวข้องไม่กี่คน ดังนั้น สิ่งที่เป็นข่าวออกมาช่วงนี้เป็นแค่กรอบกว้างๆ จากการประเมินและคาดเดาผู้ที่คลุกในวงในเท่านั้น ยิ่งลับมาก ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอัตราภาษีที่จะปรับเปลี่ยนใหม่ จะทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องควักเงินจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น แม้กรมสรรพสามิตบอกว่าภาระภาษีไม่ขึ้น แต่ขัดแย้งกับที่ประกาศอัตราในวันที่ 16 กันยายน เพราะกลัวกักตุน เพราะถ้าดูการจัดเก็บภาษีในภาพรวมยังต่ำเป้า แม้กรมสรรพสามิตยังจัดเก็บเกินกว่าเป้ากว่า 6 พันล้านบาท แต่กรมสรรพากรและกรมศุลกากร จัดเก็บต่ำเป้าหมายมาก เมื่อผลรวมออกมา 3 กรมภาษีจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ถ้าลงลึกในรายละเอียดการเก็บภาษี 10 เดือนแรกปีงบ 2560 พบว่าภาษีเหล้าต่ำกว่าเป้าหมาย 2 พันล้านบาท บุหรี่ เกินกว่าเป้าหมาย 2 พันล้านบาท ส่วนเบียร์เกินกว่าเป้าหมายเกือบ 900 ล้านบาท ในปีล่าสุด 2559 เหล้าเก็บภาษีระดับ 8 หมื่นล้านบาท ยาสูบ เหล้า ใกล้เคียงกันประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท สำหรับสินค้ามีความชัดเจนต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เปิดเผยโดย นายสมเดช ศรีสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต คือ ในกลุ่มยาเส้นพื้นเมือง เดิมเคยได้รับการยกเว้นภาษี แต่ภาษีใหม่ไม่ยกเว้นให้แล้ว เพราะการสูบบุหรี่ถือเป็นพิษภัยมีโทษ ดังนั้น ควรต้องเสียภาษี ด้าน นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภาษีใหม่ทำให้สินค้าบางประเภทที่ไม่เคยเสียภาษี เช่น เครื่องดื่มในกลุ่มช่วยเกษตรกรได้รับการยกเว้นภาษี 111 รายการ ภาษี 0% ภาษีใหม่ ยกเลิกการยกเว้นสำหรับ ชา กาแฟ จะถอดออกจาก 111 รายการ รวมถึงในส่วนเครื่องดื่มเก็บภาษีจากค่าความหวานด้วย เครื่องดื่มส่วนใหญ่ เช่น น้ำพืช ผัก ผลไม้ แม้จะยังยกเว้นภาษีใน 111 รายการ แต่ส่วนใหญ่มีค่าความหวาน 14-16 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร (มล.) ต้องเสียภาษี 1 บาทต่อลิตร หากน้ำผลไม้ขนาด 330 มล. เสียภาษีราว 35 สตางค์ ขนาด 550 มล. เสียภาษีประมาณ 50 สตางค์ ส่วนชา กาแฟ ถูกเก็บภาษีในกฎหมายใหม่ในอัตรา 10% ของราคาขาย บวกค่าความหวาน ส่วนใหญ่สินค้ามีราคาขายขวดละ 20 บาท เสียภาษีขวดละ 1 บาท ภาษีในกลุ่มนี้ยังต่ำเครื่องดื่มทั่วไปเดิมเก็บภาษีประมาณ 20% หลักในการเก็บภาษีค่าความหวานมีข้อเสนอให้เก็บ 20-30% ของราคาขายปลีก เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่กรมสรรพสามิตให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 2 ปี เป็นเวลา 3 ครั้ง รวม 6 ปี โดย 2 ปีแรก อัตราภาษีของสินค้าเครื่องดื่มทั่วไปลดลง เช่น เคยเสียภาษี 20% อัตราใหม่ประกาศใช้วันที่ 16 กันยายน ภาษีลดลงเหลือ 14% แต่จะเพิ่มการคิดภาษีจากค่าความหวานเข้าไปด้วย ทำให้การคิดภาษีเป็น 2 ขา คือทั้งด้านมูลค่าและปริมาณน้ำตาล ปริมาณความหวานกำหนด 2 ปีแรก ค่าความหวานต่ำกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร (มล.) ไม่มีภาระภาษีความหวาน, 6-8 กรัมต่อ 100 มล. จ่ายในอัตรา 10 สตางค์/ลิตร, มากกว่า 8-10 กรัมต่อ 100 มล. จ่ายในอัตรา 30 สตางค์/ลิตร, มากกว่า 10-14 กรัมต่อ 100 มล. จ่าย 50 สตางค์/ลิตร, มากกว่า 14-18 กรัมต่อ 100 มล. จ่ายในอัตรา 1 บาท/ลิตร และ 18 กรัมขึ้นไป จ่ายในอัตรา 1 บาทต่อลิตร สัปดาห์นี้อัตราภาษีสินค้าต่างๆ น่าจะชัดเจนมากขึ้น คงต้องมาดูว่าผู้ประกอบการในแต่ละสินค้าจะทำอย่างไร เพราะมีข่าวแว่วๆ แม้ภาษีบางสินค้าเพิ่มขึ้น แต่สินค้าบางยี่ห้อ บางประเภท เสียภาษีลดลง ดังนั้น หลังภาษีใหม่ออกมา คงได้เห็นการแข่งขันตลาดกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยรุนแรงขึ้น ที่มา ไลน์ทูเดย์
  11. 16 ก.ย.ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ บิ๊กตู่ฮึ่มห้ามกักตุน สรรพสามิตยันภาษีใหม่ไม่กระทบคนขาย-ประชาชน เชื่อไม่มีกักตุน เหตุไร้แรงจูงใจ กรมการค้าภายในสั่งเข้ม ดูแลราคาก๊าซหุงต้มห้ามขายเกินราคาแนะนำ ชี้ถัง 15 โลขึ้นแค่ 10 บาท ห้ามอ้างขึ้นราคาอาหารจานเดียว เหตุทุนเพิ่มแค่จานละ 3 สตางค์ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังเตรียมออกกฎกระทรวงว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เพื่อกำหนดอัตราภาษีสุราและยาสูบใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาในวันที่ 12 ก.ย.และมีผลบังคับใช้วันที่ 16 ก.ย.ว่า ต้องไปสร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะกรณีที่เกรงว่าจะมีการกักตุนสินค้าก็ต้องตรวจสอบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเข้าไปดู “ก็ขอเตือนไว้ก่อนว่าหากใครที่คิดจะกักตุนสินค้าก็มีปัญหากับกฎหมายแน่นอน เพราะเขาห้ามกักตุนสินค้า และที่ผ่านมาหากมีการปฏิบัติอย่างจริงจังก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราต้องช่วยกันสร้างความรับรู้ให้กับสังคม เสียสละกันบ้าง อย่าเอาแต่กำไรกันอย่างเดียว แล้วประเทศชาติเดินหน้าไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อน แล้วกลับมาที่รัฐบาล” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เมื่อถามว่า มีข่าวว่าผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล็อบบี้ให้กำหนดอัตราภาษีเบียร์สูงกว่าเหล้า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ล็อบบี้กับใคร เรื่องแบบนี้ล็อบบี้ได้เหรอ ตนถามสิที่บอกว่าล็อบบี้กับใคร ทุจริตกับใคร นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการกักตุนเหล้า บุหรี่ หลังจากที่กฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย.2560 นี้ คาดว่าจะมีการเสนออัตราการจัดเก็บภาษีสุรา ยาสูบ ใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยกรมสรรพสามิตยืนยันว่าอัตราภาษีใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และประชาชนอย่างแน่นอน ทำให้ไม่มีแรงจูงใจที่จะต้องมีการกักตุน เพราะไม่ได้รับประโยชน์อะไร ขณะที่การจัดเก็บภาษีสุรา ยาสูบขณะนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ปกติ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงไฮ-ซีซั่น วันเดียวกัน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้วิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับราคาจำหน่ายปลีกก๊าซแอลพีจีที่เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 67 สตางค์ในครั้งนี้ พบว่า ส่งผลให้ต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จเพิ่มขึ้นจาน/ชามละ 3 สตางค์เท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการอาหารปรุงสำเร็จจึงไม่มีเหตุผลที่จะปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จเพิ่มสูงขึ้น กรมการค้าภายในมีการกำกับดูแลราคาจำหน่ายปลีกก๊าซแอลพีจี โดยออกประกาศราคาจำหน่ายปลีกแนะนำในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ราคาก๊าซแอลพีจี ขนาดบรรจุถัง 15 กิโลกรัม (ก.ก.) ปรับเพิ่มขึ้นถังละ 10 บาท จากเดิม 343 บาท เป็นถังละ 353 บาท และในต่างจังหวัดราคาจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมถังละ 10 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. และแจ้งผู้ค้าก๊าซ (มาตรา 7) โรงบรรจุก๊าซ และสมาคมแก๊สปิโตรเลียมเหลวให้กำชับร้านค้าปลีกจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มไม่สูงกว่าราคาแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสจำหน่ายเกินสมควร จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมประสานพาณิชย์จังหวัดให้กำกับดูแลราคาจำหน่ายปลีกก๊าซแอลพีจีอย่างใกล้ชิดและเข้มงวด นางนันทวัลย์กล่าวด้วยว่า หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสูงขึ้นเกินกว่าราคาแนะนำ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั่วประเทศ กรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและหากพบการกระทำผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมาย มาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาดังกล่าวเป็นผลจากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 เห็นชอบให้ราคาจำหน่ายก๊าซแอลพีจีลอยตัว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2560 และสถานการณ์เดือนก.ย. 2560 ราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเดือนส.ค. 2560 ตันละ 440 เหรียญสหรัฐ เป็นตันละ 490 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นตันละ 50 เหรียญสหรัฐ มีผลทำให้ราคา ณ โรงกลั่น ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมก.ก.ละ 16.25 บาท เป็นก.ก.ละ 17.69 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1.43 บาท กบง.จึงได้ประชุมเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2560 พิจารณาแล้วเพื่อให้ราคาจำหน่ายปลีกก๊าซแอลพีจีสะท้อนต้นทุน ในขณะเดียวกันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากเกินไป จึงมีมติให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ราคาก๊าซ แอลพีจีที่ปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1.43 บาท ให้กองทุนน้ำมันช่วยรับภาระก.ก.ละ 81 สตางค์ และให้ปรับราคาจำหน่ายปลีกก๊าซแอลพีจีปรับเพิ่มขึ้น เพียงกิโลกรัมละ 67 สตางค์ ซึ่งเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิมก.ก.ละ 20.49 บาท เป็นก.ก.ละ 21.15 บาท ทั้งนี้ก๊าซแอลพีจีขนาดบรรจุถัง 15 กิโลกรัม ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีราคาเพิ่มขึ้นถังละ 10 บาท จากเดิมถังละ 343 บาท ปรับเป็นถังละ 353 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2560 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ราคาก๊าซหุงต้มหรือ แอลพีจีเดือนก.ย. เป็นไปตามแนวโน้มราคาแอลพีจีตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือว่าผิดไปจากที่คาดไว้ว่าช่วงนี้ราคาแอลพีจีตลาดโลกจะอยู่ในทิศทางขาลง เนื่องจากผลกระทบจากภัยธรรมชาติและมีการกักตุนแอลพีจีล่วงหน้า ทำให้มีความต้องการใช้มากขึ้น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า ทำให้ราคาแอลพีจีตลาดโลกยังมีทิศทางทรงตัวและมีโอกาสปรับขึ้นช่วงสิ้นปี แต่อาจเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะความต้องการน่าจะเริ่มคงที่ “กระทรวงพลังงานต้องนำกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชีแอลพีจีที่มีประมาณ 5,800 ล้านบาท มาพยุงราคาขายปลีกแอลพีจีในตลาดให้เหมาะสม ซึ่งกองทุนต้องชดเชยราคาเพิ่มขึ้น 0.8160 บาท/ก.ก. จากเดิมชดเชยที่ 2.7559 บาท/ก.ก. เป็นชดเชย 3.5719 บาท/ก.ก. เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งเงินที่มีอยู่ในบัญชีแอลพีจีถือว่าไม่มาก จึงต้องพิจารณาก่อนใช้อย่างรอบด้าน หากกองทุนต้องชดเชยอยู่ในระดับนี้ จะสามารถดูแลได้ 10 เดือน หากไม่เพียงพอก็มีความเป็นไปได้ที่นำเงินจากกองทุนในส่วนของบัญชีน้ำมันที่มี 32,700 ล้านบาท มาช่วยพยุงราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนเช่นกัน” พล.อ.อนันตพรกล่าว พล.อ.อนันตพรกล่าวด้วยว่า สำหรับการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ยังมีเป้าหมายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ในประเทศเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านคันในปี 2579 มีสถานีชาร์จไฟฟ้า 150 สถานี ตามหัวเมืองใหญ่ของประเทศ ส่วนความคืบหน้าการดำเนินโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อปเสรี) ขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดราคา/ปริมาณรับซื้อไฟฟ้า ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาในเดือนต.ค.นี้ นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มไม่น่าส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนมากนัก เนื่องจากได้เคยมีการสำรวจปริมาณและระยะเวลาการใช้ก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนเฉลี่ยขนาดถัง 15 ก.ก.ต่อครัวเรือนต่อ 2 เดือน เท่ากับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ 5 บาทต่อครัวเรือนเท่านั้น นายชิษณุพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนร้านอาหารแผงลอยที่ลงทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อเข้าโครงการรับเงินชดเชยราคาก๊าซหุงต้มก็ยังคงได้รับการอุดหนุนตามที่ใช้จริงแต่ไม่เกิน 18.13 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ช่วยให้ร้านอาหารแผงลอยยังคงสามารถซื้อก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 ก.ก.ได้ในราคา 300-310 บาทต่อถัง ดังนั้น ร้านอาหารแผงลอยที่อยู่ในโครงการรับสวัสดิการของภาครัฐยังได้รับเงินช่วยเหลืออยู่ จึงไม่สมควรจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคาอาหารด้วย นายชิษณุพงศ์กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่าราคาแอลพีจีน่าจะเคลื่อนไหวสูงสุดอยู่ในกรอบ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 600-680 เหรียญสหรัฐต่อตัน และมองว่าจะเริ่มปรับลดลงตามความต้องการใช้ที่น้อยลงในช่วงไตรมาส 1-2 เป็นปกติของทุกปี ข่าวต้นฉบับ
  12. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ว่า ในวันที่ 12 กันยายนนี้ จะเสนออัตราภาษีสุรา ยาสูบเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ก่อนจะประกาศอัตราให้ทราบในวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้คงไม่สามารถระบุอัตราให้ทราบได้ ซึ่งกรณีที่มีข่าวออกมาว่า หลายบริษัทระบุว่าอาจประสบปัญหาขาดทุนจากการปรับขึ้นภาษีนั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ขณะนี้คงไม่มีใครรู้ได้ว่าจะขาดทุนหรือไม่ เพราะไม่มีใครทราบอัตราที่แท้จริง ข่าวต้นฉบับ
×