Jump to content
aeize.com 4.3.6

Search the Community

Showing results for tags 'ภาษีสรรพสามิต'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 8 results

  1. Prachachat *กาแฟกระป๋อง 1.2 หมื่นล้าน สะเทือนรับภาษีใหม่ทำต้นทุนพุ่ง “เนสกาแฟ” ต้านไม่ไหวปรับขึ้นเป็น 15 บาท หลังยื้อนานกว่า 3 เดือน ส่วนเบอร์ดี้-คาราบาว ชิงปรับขึ้นแล้วก่อนหน้า พร้อมส่งโปรโมชั่นชิงยอดขายแต่ไก่โห่ * ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ที่ประกาศบังคับใช้ไปเมื่อ 16 กันยายน 2560 ได้ประกาศให้เครื่องดื่มประเภทกาแฟพร้อมดื่ม จะต้องเสียภาษี 10% ของราคาขายปลีกแนะนำ จากที่ไม่เคยถูกเก็บมาก่อนเพราะได้รับการยกเว้นเนื่องจากอยู่ในเกณฑ์การใช้วัตถุดิบที่เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ และภาษีตามปริมาณความหวาน ทำให้ต้นทุนของสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นกันทั่วหน้าผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามตรึงราคาของสินค้าเอาไว้ก่อนในช่วงแรก เพื่อไม่ให้กระทบกับบรรยากาศการจับจ่าย และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น แต่ในอีก 1 เดือนต่อมา ผู้นำตลาดอย่างเบอร์ดี้ ก็ชิงปรับราคากาแฟกระป๋องจาก 13 บาท เป็น 15 บาท พร้อมกับคาราบาว ที่ปรับราคาจาก 10 บาท เป็น 12 บาท ในขณะที่เนสกาแฟ ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ของตลาด ยังไม่ปรับราคาขึ้นล่าสุดหลังจากผ่านไป 3 เดือน เนสกาแฟกระป๋องได้ปรับราคาขึ้นจาก 12 บาท เป็น 15 บาท เช่นเดียวกับแบรนด์อื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟกระป๋อง ฯลฯ ภายใต้แบรนด์ “คาราบาว” ฉายภาพให้กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า การปรับขึ้นราคาของกาแฟกระป๋องมีสาเหตุหลักมาจากภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ที่กำหนดให้ชาและกาแฟ จะต้องจ่ายภาษี 10% ของราคาขายปลีกแนะนำ บวกกับภาษีความหวาน ที่จัดเก็บตามปริมาณน้ำตาล ยิ่งมีน้ำตาลมากยิ่งมีภาระเสียภาษีมาก จากเดิมที่สินค้าประเภทนี้ไม่เคยเสียมาก่อน เพราะได้รับการยกเว้น โดยกาแฟกระป๋องของคาราบาวเองก็ได้ปรับขึ้นไปแล้วในช่วงก่อนหน้า จาก 10 บาท เป็น 12 บาท แต่ก็ยังมีราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งปรับขึ้นเป็น 15 บาท “จะกระทบมากขึ้นไหม ? ต้องบอกว่าในช่วงที่ผ่านมากำลังซื้อทุกอย่างมันดรอปลงหมด ตลาด FMCG (สินค้าอุปโภค บริโภค) ก็ไม่ดี ในขณะที่สินค้าหลายอย่างแพงขึ้น ปัญหาคือคนมีรายได้เท่าเดิมซึ่งน้อยเกินไป หากจะเพิ่มกำลังซื้อจริง ๆ รัฐควรปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น” แหล่งข่าวระดับสูงในวงการเครื่องดื่มรายหนึ่งระบุเพิ่มเติมว่า การที่ผู้ผลิตสามารถตรึงราคาเอาไว้ได้ในช่วงก่อนหน้า เป็นเพราะมีสต๊อกที่ผลิตก่อนวันที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้จำนวนมาก เมื่อสต๊อกเก่าหมดสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นใหม่มีต้นทุนภาษีเพิ่มทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาขึ้น เพื่อผลักภาระให้ผู้บริโภค เนื่องจากสินค้าประเภทกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม มีฐานลูกค้าหลักคือกลุ่มบลูคอลลาร์ (blue collar) เช่น คนขับรถบรรทุก รถแท็กซี่ ฯลฯ ซึ่งมีความอ่อนไหวเรื่องราคา แม้ในช่วงที่ผ่านมาหลายแบรนด์จะพยายามแตกเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมเพื่อเจาะคนรุ่นใหม่ หรือไวต์คอลลาร์ (white collar) เช่น คนทำงานออฟฟิศ มากขึ้นก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้นำตลาดอย่างเบอร์ดี้ได้ออกมากระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายและยอดขายในช่วงต้นปีด้วยการทำโปรโมชั่นร่วมกับช่องทาง เช่น ล่าสุด โปรโมชั่นซื้อ 2 กระป๋อง ราคา 25 บาท จากปกติ 30 บาท สำหรับรสลาเต้ เอสเปรสโซ และแบล็ก ในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 23 มกราคมที่จะถึงนี้ ขณะที่ตลาดกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มในภาพรวม มีมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท เบอร์ดี้เป็นผู้นำตลาดด้วยมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 70% และอื่น ๆ 30% ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. THE STANDARD โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ กดดันอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เป็นที่ทราบดีว่าภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีจากการขายที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ โดยหนึ่งในกลุ่มสินค้าประเภทนี้คือสินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจเครื่องดื่มหลายประเภทถูกวิจารณ์มาโดยตลอดเรื่องปริมาณน้ำตาลที่สูงและอาจจะไม่ได้ส่งผลทางบวกต่อสุขภาพ ความเห็นของศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ผลกระทบจากเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มตามโครงสร้างใหม่โดยชี้ว่า แม้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะมีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท แต่อัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำและเป็นสินค้าที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมการจับจ่ายในขณะนี้ และการประกาศอัตราภาษีใหม่นี้จะเป็นแรงกดดันต่อทั้งอุตสาหกรรมให้เติบโตในกรอบที่จำกัด โดยสินค้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกมากที่สุดคือไวน์ ซึ่งคาดว่าจะปรับเพิ่ม 21.1% ของราคาขายปลีก ขณะที่ชาพร้อมดื่มจะขยับ 7.5% ของราคาขายปลีก โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวทั้งส่วนผสมหรือสัดส่วนของกำไรต่อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการกระทบกับภาพรวมของธุรกิจให้มากที่สุด ประกาศเก็บภาษีเครื่องดื่มชงพร้อมดื่มเพิ่ม หลังจากที่กรมสรรพสามิตประกาศกฎกระทรวง กำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา สาระสำคัญคือการเก็บ ‘ภาษีความหวาน’ เช่นเดียวกับสินค้าเครื่องดื่มอย่างชาเขียว เป็นต้น โดยระบุชัดเจนถึงเครื่องดื่มแบบเกล็ดหรือผงที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลและชงละลายน้ำดื่มได้ที่เรารู้จักกันในลักษณะ 2 in 1 หรือ 3 in 1 ก็ตามที อาจยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนจากสินค้ายอดนิยมก็คือกาแฟกระป๋อง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดมากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงสร้างสรรพสามิตใหม่ดังนี้ อัตราดังกล่าวจะปรับเพิ่มขึ้นทุก 2 ปี โดยจะปรับในวันที่ 1 ตุลาคมของปี 2562, 2564 และปรับสู่เพดานสูงสุดในปี 2566 ซึ่งจะเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ 6 กรัมขึ้นไปเป็นขั้นบันได โดยถ้ามีน้ำตาลเกิน 10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จะถูกเก็บภาษีถึงลิตรละ 5 บาท สำหรับการคิดอัตราภาษีความหวานจะวัดค่าน้ำตาลตามหน่วยบริโภค โดยคิดหลังจากผสมน้ำตามสัดส่วนที่กำหนด แล้วจึงคำนวณภาษีตามอัตราใหม่ที่กรมสรรพสามิตกำหนด *ภาษีความหวานไม่ใช่ของใหม่ * การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในระดับที่สูงนั้น ในต่างประเทศใช้มาตรการนี้มานานแล้ว แต่สำหรับประเทศในเอเชียก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่งปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่ม ครอบคลุมทั้งน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา และกาแฟพร้อมดื่ม ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาเครื่องดื่มเพิ่มตั้งแต่ 2% ไปจนถึง 140% เลยทีเดียว โดยต้นทุนของเครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นถึง 36% ขณะที่สิงคโปร์ รัฐบาลก็ขอความร่วมมือให้บริษัทเอกชนลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง กระทั่งนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ยังออกมาเรียกร้องให้ประชาชนดื่มน้ำเปล่าแทน นอกจากการขึ้นภาษีแล้วยังผลักดันการติดป้ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลสูงเพื่อกระตุ้นการรับรู้อีกด้วย โดยสิงคโปร์วางแผนควบคุมเครื่องดื่มทั้งหมดในประเทศให้มีน้ำตาลไม่เกิน 12% ภายในปี 2020 ขณะนี้มีรายงานว่าผู้ประกอบการชาเขียวเริ่มปรับขึ้นราคารายละ 2-5 บาท ส่วนผู้ผลิตกาแฟกระป๋องเริ่มปรับราคาขึ้น 2 บาท เพื่อรับกับภาระด้านภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราคาดการณ์ได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องปกติที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระให้กับผู้บริโภคเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้ อ้างอิง: thaipublica.org/2017/09/alcohol-and-tobacco-tax-restructuring-16-9-2560/ www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/095/111.PDF www.bangkokbiznews.com/news/detail/759652 www.excise.go.th/cs/groups/public/documents/document/dwnt/mjk5/~edisp/uatucm299915.pdf marketeer.co.th/archives/89106 www.kasikornresearch.com/th/k-econanalysis/pages/ViewSummary.aspx?docid=36555 www.philstar.com/business/2017/05/25/1703222/excise-tax-sugar-sweetened-drinks-hike-prices-140 www.prachachat.net/aseanaec/news-31187 ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  3. มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา สำหรับภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ส่งผลให้เครื่องดื่มหลายชนิด ทั้งเหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำผักผลไม้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ฯลฯ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ต่ำสุดตั้งแต่ 0.06 บาทต่อขวด ไปจนถึงสูงสุดกว่า 110 บาทต่อขวด “สมชาย พูลสวัสดิ์” อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า อัตราภาษีใหม่จะทำให้ราคาของไวน์นำเข้าราคาเกิน 1,000 บาท จะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 110 บาทต่อขวด ส่วนไวน์ที่มีราคาต่ำกว่า 1,000 บาท มีราคาลดลง 25 บาทต่อขวด ส่วนเหล้าขาวจะปรับเพิ่มขึ้น 0.80-3.5 บาทต่อขวด ขึ้นอยู่กับดีกรีแอลกอฮอล์ ส่วนเหล้าสีในประเทศ 28 ดีกรี จะปรับขึ้น 8-30 บาทต่อขวด เหล้าสีในประเทศ 40 ดีกรี จะปรับขึ้น 30 บาทต่อขวด ขณะที่เหล้านอกราคาจะปรับลดลง 2-20 บาทต่อขวด ส่วนเบียร์กระป๋องจะปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกระป๋อง แบบขวดจะปรับขึ้น 2 บาทต่อขวด นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังมีการถอดเครื่องดื่มประเภท “ชา ชาเขียว และกาแฟ” ออกจากรายการเครื่องดื่มที่ได้รับการยกเว้นภาษี 111 รายการ เนื่องจากเข้าเงื่อนไขการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบการเกษตร และเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ตามที่กรมกำหนด ทำให้สินค้าดังกล่าวต้องเสียภาษีในส่วนของมูลค่าและปริมาณ (ความหวาน) เพิ่มขึ้น โดยเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องมีภาระภาษีความหวานเพิ่ม ได้แก่ น้ำผักผลไม้ จะมีราคาเพิ่มขึ้น 0.06-0.54 บาทต่อขวด ชาเขียว เพิ่มขึ้น 1.13-2.05 บาทต่อขวด กาแฟ เพิ่มขึ้น 1.35 บาทต่อขวด น้ำอัดลม เพิ่มขึ้น 0.13-0.50 บาทต่อขวด ที่น่าจับตามากอีกอย่างหนึ่งก็คือ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่ภาษีใหม่นี้จะทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น 0.32-0.90 บาทต่อขวด เพราะหากทุกค่ายพร้อมใจกันปรับราคาก็จะถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เครื่องดื่มชูกำลังขึ้นราคา และขายสูงกว่า 10 บาท หรือทุกค่ายพร้อมจะแบกรับภาษีที่เกิดขึ้นไว้เอง ซึ่งจะทำให้มาร์จิ้นที่เคยมีเคยได้ลดลง ขณะที่ น้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล จะมีราคาลดลง 0.25-0.36 บาทต่อขวด และเครื่องดื่มชูกำลังขนาด 150 มล. จะเสียภาษีลดลง 0.11 บาท โดยในระยะแรกจะไม่เพิ่มภาระภาษีมากนัก แต่หลังจาก 2 ปี ภาระภาษีจะเพิ่มขึ้น และปรับเพิ่มภาษีทุก 2 ปีจนถึงปี 2566 ส่วนความเคลื่อนไหวผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ยังไม่มีใครปรับราคาสินค้าขึ้น เนื่องจากยังมีสต๊อกของเก่าที่ผลิตไว้ก่อนหน้านี้ และยังรอดูท่าทีของคู่แข่ง ก่อนที่จะตัดสินใจพิจารณาขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากการแข่งขันในธุรกิจของเหล้า เบียร์ น็อนแอลกอฮอล์ในไทยเป็นไปอย่างดุเดือด จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการแข่งขัน เช่นเดียวกับช่องทางค้าปลีกเชนใหญ่ต่าง ๆ ก็ยังไม่มีภาพของการปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่ช่องทางประเภทร้านค้า ร้านโชห่วย ฯลฯ เริ่มมีการปรับสินค้าขึ้นหลายรายการ เช่น เหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนว่าเอฟเฟ็กต์จากภาระภาษีใหม่นี้จะไม่รุนแรงเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ในสภาพของเศรษฐกิจกำลังซื้อเช่นนี้ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป ที่่มา ไลน์ทูเดย์
  4. วันที่ 18 ก.ย. ที่ลานหน้าวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวกับประชาชนที่มาต้อนรับกว่า 1,200 คน ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.สุพรรณบุรี ถึงการปรับฐานภาษีเหล้า-บุหรี่ ว่า รัฐบาลไม่ได้ทำงานเพื่อประโยชน์ให้คนรวยหรือคนจน พวกนี้มันเป็นวาทะกรรม รัฐบาลจัดเก็บรายได้มีจำกัด ขออย่าหนี เลี่ยงหรือโกงภาษี ตนทำทุกอย่าง ไล่บี้ทุกวัน แก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีให้ได้ครบตามเป้า “การปรับขึ้นภาษีใหม่ไม่ได้หวังรีดใคร ไม่ว่าจะสูบบุหรี่หรือกินเหล้า ถึงอย่างไรคนก็กินแต่พอขึ้นภาษีก็บอกว่ารัฐบาลตูดขาด จริงๆ แล้วการปรับขึ้นภาษีคิดมากี่รัฐบาลแล้ว เคยทำได้หรือไม่ หากไม่ทำ วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจะสกัดคนหน้าใหม่ได้ หลายเรื่องที่รัฐบาลนี้ทำได้ โดยที่ทุกรัฐบาลทำไม่ได้เพราะกลัวเสียคะแนน แต่ผมไม่เคยกลัวเสียคะแนน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องพยายามเก็บภาษีให้ได้แต่ไม่ใช่ไปรีดภาษี เพียงต้องการมีเงินพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน พอได้แล้ว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเป็นตัวชี้วัดที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นอย่างไร อย่าคิดแบบเดิม มีคนใช้วาทะกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการทุจริต ตนยืนยันทุกครั้งว่าให้หาและฟ้องมา พร้อมจะสอบสวนให้ทุกเรื่อง ที่บก.ทบ. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. เปิดเผยว่า พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเลขาธิการคสช. ประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคสช. กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภาษี สุรา ยาสูบ ซึ่งสังคมให้ความสนใจ ขอให้ร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงการตรวจสอบและเฝ้าระวังมิให้มีการกักตุนสินค้าที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้บริโภคด้วย ที่มา ไลน์ทูเดย์
  5. สนับสนุนเนื้อหา วันนี้ถือเป็นวันที่ 2 หลังประกาศใช้กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดอัตราภาษีสินค้า ฉบับใหม่ ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต 2560 ที่อาจส่งผลต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจร้านขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ แบบขายส่ง ตามถนนเส้นลาดพร้าววังหินที่มีข้อมูลว่ามีร้านขายส่ง พบว่า ส่วนใหญ่ร้านขายส่งปิดทำการ เช่นเดียวกับบริเวณถนนติวานนท์ เขตนนทบุรี จากการสอบถามร้านค้าส่งแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ร้านค้าส่งโดยปกติจะปิดทุกวันอาทิตย์ แต่มีบางแห่งเลือกปิดร้าน เพื่อรอเปิดร้านอีกครั้งวันจันทร์นี้ โดยให้เหตุผลว่าส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจนเรื่องราคาที่จะต้องปรับใหม่ จึงต้องรอความชัดเจน ส่วนร้านที่ยังขายจะขายด้วยราคาเดิมไปก่อน ขณะเดียวกัน กรณีบุหรี่ราคาต่ำกว่า 60 บาท/ซอง จะมีราคาเพิ่มขึ้น 4-15 บาท ส่วนบุหรี่ราคาสูงเกินซองละ 60 บาทราคาจะเพิ่ม 2-10 บาท จากการสอบถามพบว่า ด้วยส่วนต่างของราคานี้ทำให้ร้านค้าส่งบางร้านจะไม่จำหน่ายบุหรี่แบบยกแพ็คให้ร้านค้าแบบปลีก แต่เลือกแบ่งขายเป็นซอง โดยอ้างเหตุผลว่า มีจำนวนจำกัด ประกอบกับยี่ปั๊วะที่รับสินค้าไม่ยอมจำหน่ายบุหรี่ให้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ที่มา sanook!
  6. หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 กันยายน 2560 มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีสุรา ยาสูบ และไพ่ เป็นกฎหมายลูก ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (ฉบับใหม่) ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ปรากฏมีกระแสข่าวว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะทำให้ราคาบุหรี่ที่วางขายตามท้องตลาดต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นซองละ 30 บาท จนทำให้ตลาดตื่นตระหนก ตัวแทนจำหน่าย สั่งซื้อเหล้าและบุหรี่เข้ามาเก็บไว้ในสต็อก นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสุราและยาสูบครั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่เพิ่มขึ้นซองละ 30 บาทตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน และความเป็นธรรมเป็นหลัก ไม่ได้เน้นไปที่การหารายได้เข้ารัฐ หลักในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมี 2 รูปแบบ คือ 1. เก็บภาษีตามปริมาณ 2. เก็บภาษีตามมูลค่า ใช้วิธีไหนคำนวณภาษีแล้วรัฐได้รายได้สูงสุดให้ใช้วิธีนั้น ปรากฏว่าที่ผ่านมาบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศสำแดงราคาต่ำ เมื่อใช้วิธีการคำนวณตามมูลค่าสินค้าแล้วรัฐได้ภาษีน้อย จึงใช้วิธีการคำนวณภาษีตามปริมาณ ซึ่งเก็บภาษีตามน้ำหนัก 1.10 บาทต่อกรัม ทำให้บุหรี่นำเข้ากลุ่มนี้กำหนดราคาขายปลีกได้ในราคาที่ต่ำมาก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กรมสรรพสามิตจึงต้องปรับโครงสร้างภาษีใหม่จะเก็บภาษีทั้งตามปริมาณและมูลค่ารวมกัน โดยใช้ราคาขายปลีกตามท้องตลาดเป็นราคาหรือเกณฑ์อ้างอิง หลักการคือ ทั้งผู้นำเข้าและโรงงานยาสูบ ไม่ว่าจะผลิตบุหรี่มวนเล็กหรือมวนใหญ่ออกมาขาย ต้องเสียภาษีมวนละ 1.20 บาทก่อน (เก็บภาษีตามปริมาณ) จากนั้นให้ใช้ราคาขายปลีกมาเป็นเกณฑ์อ้างอิง หากตั้งราคาขายปลีกสูงกว่า 60 บาท (เก็บภาษีตามมูลค่า) ต้องเสียภาษี 40% ของมูลค่า แต่ถ้ากำหนดราคาขายปลีกต่ำกว่า 60 บาท ให้เสียภาษีในอัตรา 20% ของมูลค่า เป็นเวลา 2 ปีนับจากวันที่มีผลบังคับใช้ หลังจากนั้นให้ปรับอัตราขึ้นเป็น 40% ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยได้มีเวลาปรับตัว ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้คาดว่าจะทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่ทุกยี่ห้อเพิ่มขึ้น 3-6 บาท สำหรับรายละเอียดกรมสรรพสามิตจะแถลงข่าวในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. ส่วนโครงสร้างภาษีเหล้า เบียร์ เน้นไปที่เรื่องของสุขภาพตามหลักสากล จึงเก็บภาษีทั้งตามปริมาณและมูลค่าเช่นเดียวกับบุหรี่ แต่เน้นไปที่ปริมาณแอลกอฮอล์ การกำหนดอัตราภาษีสุรา-เบียร์เดิมนั้นให้น้ำหนักไปที่การจัดเก็บภาษีตามมูลค่าประมาณ 80% ตามปริมาณแอลกอฮอล์ 20% แต่โครงสร้างอัตราภาษีใหม่ให้น้ำหนักไปที่มูลค่า 60% และตามปริมาณแอลกอฮอล์ 40% ดังนั้น เหล้าที่มีดีกรีสูงๆ ก็จะต้องเสียภาษีแพงขึ้น คาดว่าจะทำให้ราคาเหล้าสีและเหล้าขาวปรับราคาขึ้นขวดละ 3-7 บาท ส่วนไวน์นั้นต้องเสียภาษีตามปริมาณลิตรละ 1,500 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (100%) และต้องเสียภาษีตามมูลค่าด้วย โดยคำนวณจากราคาขายปลีก ถ้าตั้งราคาขายปลีกเกิน 1,000 บาท/ขวด เสียภาษีสรรพสามิตอีก 10% ของมูลค่า แต่ถ้าตั้งราคาขายปลีกไม่ถึง 1,000 บาท/ขวด เสียภาษีตามปริมาณอย่างเดียว ไม่ต้องเสียภาษีตามมูลค่า (เดิมกำหนดราคาขายปลีกไว้ที่ 600 บาท/ขวด) “การปรับโครงสร้างภาษีสุรา-เบียร์ครั้งนี้ นอกจากจะมีผลต่อการปรับขึ้นราคาขายปลีกแล้ว ยังเป็นการขยายเพดานในการปรับอัตราภาษีด้วย โดย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ให้อำนาจ ครม. ออกกฎกระทรวงปรับขึ้นอัตราภาษีเบียร์ได้สูงสุดลิตรละ 3,000 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เหล้าขาวและเหล้าสีปรับขึ้นอัตราภาษีได้สูงสุดลิตรละ 1,000 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์” นายสมชายกล่าว ส่วนกรณีที่มีคนเป็นห่วงการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้จะทำให้ผู้บริโภคหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือบุหรี่หนีภาษีซึ่งมีราคาถูกกว่าทดแทนนั้น นายสมชายกล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ได้กำหนดนิยามบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่อนุญาตให้นำเข้าและจำหน่ายในประเทศ ตนจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตดำเนินการจับกุมผู้นำเข้าและผู้ที่จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ รวมทั้งบุหรี่ลักลอบนำเข้าด้วย หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเดือนธันวาคมปี 2557 กำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการจับกุมผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลการจับกุมไปยังผู้ซื้อหรือผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามโพสต์ข้อความบน Facebook ระบุว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองพัทยาคุมขังนาน 20 ชั่วโมง ข้อหาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ขณะเดินทางมาท่องเที่ยวกับภรรยาในประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวรายนี้จ่ายเงินประกันตัวด้วยวงเงิน 1 แสนบาท หรือ 70 ล้านดอง ขณะที่เว็บไซต์ travelweekly ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าให้ระวังโทษจำคุก 10 ปี เพราะการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในไทยถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ที่มา ไทยพับลิก้า
  7. “ยี่ปั๊ว-โชห่วย”แห่ตุนเหล้า-บุหรี่ รับขึ้นภาษีบาป 16 ก.ย.นี้ อ้างของมีไม่พอขาย ขณะที่สรรพสามิตแจงยิบอัตราคำนวณใหม่ ตั้งโต๊ะแถลงพรุ่งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 16 ก.ย.นี้ กรมสรรพสามิตจะเปิดเผยรายละเอียดและอัตราภาษีแต่ละสินค้าทุกประเภทให้ทราบ โดยนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต จะเป็นผู้แถลง ซึ่งเป็นหลังจากอัตราภาษีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมีผลบังคับใช้พร้อมกับพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต 2560 ฉบับใหม่ ในวันที่ 16 ก.ย.60 สำหรับสถานการณ์การกักตุนสินค้า เริ่มพบเห็นร้านค้าขายปลีกและส่ง รวมทั้งร้านโชห่วยบางรายเริ่มมีการกักตุนสินค้าประเภทบุหรี่ และสุรา โดยบางรายไม่ยอมขายให้ผู้บริโภคในปริมาณมาก อ้างว่าสินค้ามีไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการร่วมกันป้องกันการกักตุนสินค้า โดยการกักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่าย ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ถือว่าทำให้รัฐเสียประโยชน์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ จะเป็นการปรับโครงสร้างภาษี เปลี่ยนฐานการคำนวณภาษี จากเดิมเก็บจากราคาหน้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือราคาสำแดงนำเข้า(ซีไอเอฟ ) มาเป็นราคาปลีกแนะนำ ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายฉบับใหม่ ไม่ได้ทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่เป็นการผลักภาระให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ภาษีบุหรี่ใหม่จะเก็บทั้งตามมูลค่าและปริมาณรวมกันทั้ง 2 ขา โดยขาปริมาณเดิมคิด 1.10 บาทต่อกรัม เป็น 1.20 บาทต่อมวน ในส่วนของขามูลค่าเดิมเก็บ 90% จะลดลง แบ่งเป็น บุหรี่ราคาไม่เกิน 60 บาท จะเก็บภาษีอัตรา 20% ของราคาขายปลีก และบุหรี่ที่ราคามากกว่า 60 บาท เก็บอัตรา 40% ของราคาขายปลีก เป็นเวลา 2 ปีแรก หลังจากนั้นจะเก็บภาษีเป็นอัตราเดียวกันที่ 40% ส่วนภาษีสุรา เบียร์ จะเก็บทั้งด้านมูลค่าและปริมาณรวมกัน โดยจะเก็บด้านมูลค่าสัดส่วน 60% และด้านปริมาณสัดส่วน 40% จากเดิมภาษีด้านมูลค่ามีสัดส่วน 80% ส่วนด้านปริมาณมีสัดส่วน 20% โดยการเพิ่มสัดส่วนของขาปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อให้เป็นหลักสากลที่ว่าปริมาณแอลกอฮอล์มากต้องเสียภาษีมากขึ้นตามไปด้วย ด้านภาษีไวน์ใหม่ มีการกำหนดไวน์ราคาที่ 1,000 บาท หากไวน์มีราคาไม่เกิน 1,000 บาท ก็ได้รับการยกเว้นภาษีในขามูลค่า แต่หากราคาเกิน 1,000 บาท จะเสียภาษีที่อัตรา 10% และนำไปคิดรวมกับภาษีด้านปริมาณที่เก็บอยู่ที่ 1,500 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ขณะที่การเก็บภาษีจากค่าความหวานจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว เพราะเป็นภาษีใหม่ โดยใน 2 ปีแรกจะไม่มีการปรับเพิ่ม และ 2 ปีต่อไป หากไม่ลดความหวานให้ได้ตามที่กำหนดก็ต้องเสียภาษีเพิ่ม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากความหวาน แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาษีจากค่าความหวาน เป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบบ้าง เพราะไม่เคยเก็บมาก่อน โดยจะจัดเก็บตามความหวานที่ระบุไว้กับองค์การอาหารและยา (อย.) ซึ่งจะต้องเป็นความหวานที่ให้แคลอรี่ ยกเว้นส่วนผสมน้ำตาลเทียมที่ไม่ให้พลังงานแคลอรี่ จะได้รับการยกเว้น สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีค่าความหวาน จะแบ่งเป็น 6 ระดับ ได้แก่ ค่าความหวาน 0-6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ไม่เสียภาษี , ค่าความหวาน 6-8 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 10 สตางค์ต่อลิตร , ค่าความหวาน 8-10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 30 สตางค์ต่อลิตร , ค่าความหวาน 10-14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 50 สตางค์ต่อลิตร , ค่าความหวาน 14-18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร และค่าความหวาน 18 กรัมขึ้นไป ต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร หลังจากนั้นจะทยอยปรับทุก 2 ปีแบบขั้นบันได ขณะที่การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มกระทบกับสิ่งแวดล้อม และกลุ่มสินค้าบาป โดยได้เน้นจัดเก็บสิ่งที่ทำลายสุขภาพ และได้ยกเลิกการเว้นเก็บภาษีบางรายการในเครื่องดื่มที่อยู่ในตู้แช่ 111 รายการ เช่น ชา กาแฟ ทำให้สินค้าประเภทนี้หากเครื่องดื่มมีส่วนผสมของชา กาแฟ เพียง 1% จะถูกจัดเก็บทันที ที่มา แนวหน้า
  8. หลังจากที่ประชุม ครม.เห็นชอบกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่มีผลบังคับใช้วันที่ 16 กันยายน นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ กล่าวว่า การกำหนดอัตราภาษียาสูบใหม่คำนวณทั้งตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และคำนวณตามมูลค่า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.กำหนดราคาไม่เกิน 60 บาทต่อซอง จัดเก็บภาษีร้อยละ 20 ส่วนราคาเกิน 60 บาทต่อซอง จัดเก็บภาษี ร้อยละ 40 มาตรการดังกล่าว จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องพยายามกำหนดราคาขายปลีกแนะนำไม่ให้เกิน 60 บาทต่อซอง เพื่อไม่ต้องเสียภาษีตามมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่วนโรงงานยาสูบต้องปรับเพิ่มราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 16 ยี่ห้อ ซึ่งกระจายอยู่ตามท้องตลาด เมื่อมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น จากเดิมเสียภาษี 25-40 บาทซอง เปลี่ยนเป็นภาระเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50 บาทต่อซอง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาระภาษี ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์การขายราคาไม่ให้เกิน 60 บาทต่อซอง เพื่อไม่เสียภาษีอัตราสูงขึ้น ยอมรับว่าการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น ขณะที่โรงงานยาสูบได้รับผลกระทบ กำไรสุทธิปรับลดลง ส่งผลให้คะแนนประเมินลดลงด้วย และอาจกระทบต่อพนักงานอีกด้านหนึ่ง ยอมรับว่าการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่หวังลดการสูบบุหรี่ให้น้อยลง แต่อาจเกิดการหันไปสูบยาเส้นซึ่งราคาถูก บุหรี่หนีภาษีอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น การหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนการกักตุนสินค้าบุหรี่ช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าโรงงานยาสูบไม่ได้ผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อกันไม่ให้มีการกักตุนตามนโยบายของรัฐบาล แต่ประเมินแล้วพ่อค้าแม่ค้าหันไปกักตุนบุหรี่ต่างประเทศ จึงคาดว่าในช่วง 3 เดือนของปีนี้ต้องระบายบุหรี่ที่กักตุนออกสู่ตลาด คาดว่าปีงบประมาณ 2561 อาจทำให้รายได้โรงงานยาสูบหายไปเกือบ 7,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีกำไรในปีงบประมาณ 2559 ขณะที่ปี 2560 ตั้งเป้า 9,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น. ที่มา ไลน์ทูเดย์
×