Jump to content
aeize.com 4.3.6

Search the Community

Showing results for tags 'สมาร์ทโฟน'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 11 results

  1. Thaiware วัยรุ่นสหรัฐฯ กำลังเพิ่มความนิยมในการใช้ Youtube อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฐานะที่กำลังเป็นพื้นที่ของเหล่า Vlogger และ Influencer ที่กำลังเติบโต โดยผลการศึกษาล่าสุดของ Pew Research Center พบว่าร้อยละ 85 ของวัยรุ่นอายุระหว่าง 13-17 ปีเป็นผู้ใช้ Youtube ขณะที่วัยรุ่นกลุ่มเดียวกันใช้ Instagram และ Snapchat มากรองลงมาที่ร้อยละ 72 และ 69 ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวยังบ่งชี้ถึงแนวโน้มของวัยรุ่นที่ใช้ Facebook ลดลงในช่วงปีหลังๆ ที่ผ่านมา โดยในปี 2015 มีวัยรุ่นที่ระบุว่าใช้ Facebook ราวร้อยละ 71 แต่ในวันนี้ตัวเลขดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 51 เท่านั้น "ผลการศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าวัยรุ่นมักใช้แพลตฟอร์มกลุ่มเดียวกันโดยไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะทางประชากร ยกเว้นบางกรณี เช่น วัยรุ่นที่มีรายได้น้อยมากจะถูกดึงดูดจาก Facebook มากกว่าในกลุ่มที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูง" ผลการศึกษาดังกล่าวระบุ นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ต่อไปว่าวัยรุ่นสามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเข้าถึงได้มากถึงร้อยละ 95 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73 ในปี 2015 อนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีคำยืนยันจากกลุ่มวัยรุ่นเกี่ยวกับผลของ Social Media ต่อชีวิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน ทำให้วัยรุ่นสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างหลากหลาย แต่วัยรุ่นกลุ่มที่ตอบว่า Social Media มีผลในทางบวกมักจะเน้นย้ำถึงผลดีในการเชื่อมต่อกับผู้อื่น ส่วน Social Media อื่นๆ ที่อยู่ในผลการศึกษานี้ อาทิ Twitter (มีวัยรุ่นใช้งานร้อยละ 32), Tumblr (มีวัยรุ่นใช้งานร้อยละ 9) และ Reddit (มีวัยรุ่นใช้งานร้อยละ 7) และตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ แม้วัยรุ่นจะบอกว่าใช้ Youtube มากที่สุด แต่ความถี่ในการใช้งานกลับเป็น Snapchat ที่มีตัวเลขการใช้งาน "บ่อยครั้งที่สุด" โดยอยู่ที่ร้อยละ 35 มากกว่า Youtube ที่มีความถี่ในการใช้งานอยู่ที่ร้อยละ 32 ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. Siamphone ถือว่าปัจจุบัน AI เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทโฟนไปแล้ว โดยที่ผ่านมาก็ได้เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการถ่ายภาพและการสั่งการด้วยเสียง ซึ่งมาดูกันดีกว่าว่าในปี 2018 ความสามารถของ AI จะมาเข้ามาพัฒนาสมาร์ทโฟน ในด้านไหนบ้าง 1. ประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปที่เพิ่มขึ้น นี้คือหนึ่งในฟีเจอร์หลักบนสมาร์ทโฟน จากเดิมที่ AI สามารถตรวจหาและแบ่งแยกสิ่งต่างๆ ในรูปภาพได้ ทำให้ในปีนี้จะมีการพัฒนาเรื่องความแม่นยำ และจัดการส่วนต่างๆ บนรูปภาพให้ออกมาดีกว่าเดิม และยิ่งไปกว่านั้นอาจจะได้เห็นการถ่ายรูปแนว Portrait จากกล้องหน้าที่สมจริงมากยิ่งขึ้นด้วย 2. แปลภาษาแบบเรียวไทม์ (แบบไม่ใช้อินเตอร์เน็ต) ในตอนนี้ก็มีแอพพลิเคชั่นที่สามารถแปลภาษาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถแปลภาษาต่างๆ จากรูปภาพได้ทันที อย่างไรก็ตามแอพฯ เหล่านี้ยังต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ เพื่อทำการแปลภาษาเหล่านั้น ซึ่งคาดการณ์กันว่า AI ถูกพัฒนาให้มีความฉลาดในด้านการแปลภาษาแบบทันที และไม่ต้องเชื่อมต่อกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตแต่อย่างใด 3. ช่วยจัดการชีวิตประจำวันของคุณ ระบบ AI จะมีการปรับและเรียนรู้ผู้ใช้งานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตารางงานหรือสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานจะถูกจดจำ และจะมีคำแนะนำให้ผู้ใช้งานทำสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น 4. Face ID และการสแกนใบหน้า หลังจากที่ Apple ได้มีการใช้งาน Face ID บน iPhone X ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นการใช้งานจากรากฐานของระบบ AI ในการจดจำใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นหนวด, เครา, ดวงตา, สีผม และโครงหน้า โดยอนาคตน่าจะมีการใช้งานที่แม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น รวมไปถึงบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นๆ น่าจะมีการนำมาใช้และต่อยอดไปในด้านอื่นๆ อีกมากมาย 5. ผู้ช่วยอัจฉะริยะด้านเสียง จะทำงานได้มากกว่าคุณ ในตอนนี้ ผู้ช่วยอัจฉะริยะด้านเสียง แทบจะอยู่รอบๆ ตัวคุณทั้งหมด โดยอนาคตน่าจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพให้ใช้งานแทนคุณได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะสั่งของออนไลน์, หาเพลงที่ถูกใจ หรือแม้แต่เขียนข้อความขึ้นมาเองเลย เพียงแค่สั่งการด้วยเสียง ก็ถือว่าในปี 2018 กระแสของเทคโนโลยี AI น่าจะยังแรงอย่างต่อเนื่อง และเหล่าค่ายผลิตสมาร์ทโฟนก็น่าจะมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าความสามารถที่แท้จริงของ AI ในปี 2018 จะมีอะไรออกมาบ้าง เผลอๆ อาจจะมีมากกว่า 5 ข้อทางด้านบนด้วยซ้ำ ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  3. Siamphone ที่จริงแล้วในปี 2017 ดูไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักสำหรับวงการสมาร์ทโฟน ซึ่งส่วนใหญ่เหล่าบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนจะพัฒนาจากสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้ว และพัฒนาขึ้นให้ดีกว่าเดิมเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังคงมีเทรนด์ที่น่าสนใจที่มีบทบาทสำคัญสำหรับปีนี้ กับ 3 วิวัฒนาการ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการสมาร์ทโฟนในปี 2017 1. หน้าจอแสดงผลอัตราส่วน 18:9 จากที่ผ่านๆ มา สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จะมีอัตราส่วนมาตรฐานอยู่ที่ 16:9 เกือบทั้งหมด เพราะนี้คือมาตรฐานอัตราส่วนสำหรับหน้าจอทีวี และหน้าจอในโรงหนัง ดังนั้นมันก็สมเหตุสมผลดีที่หน้าจอสมาร์ทโฟนจะมีอัตราส่วน 16:9 เหมือนกัน เพื่อการรับชมภาพภาพยนตร์ในหน้าจอขนาดเล็กกว่า แต่มาในปี 2017 ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการ เนื่องจากเหล่าค่ายพัฒนาสมาร์ทโฟนได้หันมาใช้หน้าจอแสดงผลอัตราส่วนแบบ 18:9 ทั้งหมด ที่จริงหน้าจอแบบ Full View มีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัท Xiaomi ซึ่งพวกเขาได้ผลักดันและตื้อ Google อยู่นาน เพื่อให้สมาร์ทโฟนสามารถมีหน้าจออัตราส่วนที่มากกว่า 16:9 ได้ (จุดเริ่มต้นของหน้าจออัตราส่วน 18:9) จนออกมาเป็น Xiaomi Mi Mix ในที่สุด แต่หน้าจอมีขนาดเพียง 17:9 เท่านั้น ซึ่งบริษัทแรกที่มีการส่งสมาร์ทโฟนหน้าจออัตราส่วน 18:9 นั้นก็คือ LG โดยได้ส่ง LG G6 ที่มีหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด 2,880 x 1440 พิกเซล อัตราส่วน 18:9 และมีการเปิดตัวไปในช่วงต้นปี 2017 หลังจากนั้นทาง Samsung ได้เปิดตัว Samsung Galaxy S8 และ S8 Plus ที่เป็นหน้าจอ 18:9 ลงแข่งในตลาดเช่นกัน ซึ่งพวกเขาเรียกว่าหน้าจอแบบ Infinity Display และก็ได้กระแสตอบรับอย่างดี จนทำให้แบรนด์อื่นๆ ต่างผลิตสมาร์ทโฟนหน้าจออัตราส่วน 18:9 ออกตามๆ กันมา หรือแม้แต่ทาง Google เองก็ได้ส่ง Google Pixel 2 XL ที่เป็นหน้าจออัตราส่วน 18:9 มาด้วยเช่นกัน 2. การตอบสนองของหน้าจอ 120Hz สำหรับหน้าจอแสดงผลการตอบสนอง 120Hz คืออีกสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในสมาร์ทโฟนปี 2017 แต่ดูจะมีเพียง Razer Phone เท่านั้น เนื่องจากเป็นสมาร์ทโฟนสำหรับคอเกมมิ่ง ทำให้การแสดงผลจะออกมาราบรื่น, ไวต่อการตอบสนองเมื่อสัมผัส และภาพจะไม่ขาด แม้ว่าหน้าจอปกติทั่วไปจะมีการตอบสนองอยู่ที่ 60Hz ก็อาจจะไม่เห็นความแตกต่างมากนัก แต่หากใครได้มาลองใช้หน้าจอที่รองรับการตอบสนอง 120Hz จะรู้สึกถึงความลื่นขึ้นมาทันที ซึ่งอนาคตสมาร์ทโฟนน่าจะมีการรองรับเทคโนโลยี VR มากขึ้น ทำให้คาดว่าภายในปีหน้าสมาร์ทโฟนจะมีหน้าจอตอบสนอง 120Hz มาขึ้นก็เป็นได้ 3. eSIM แน่นอนว่า SIM การ์ด ย่อมเป็นอีกส่วนสำคัญของสมาร์ทโฟน และตอนนี้ซิมก็เป็นแบบ Nano SIM ที่กำลังได้รับความนิยม แม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็จริง แต่การใช้งานเวลาจะย้ายค่าย หรือไปต่างประเทศแต่ละทียังมีความยุ่งยากอยู่ เพราะต้องเปลี่ยนซิมไปๆ มาๆ อยู่ตลอด แต่ด้วยเทคโนโลยี eSIM ที่มาบนเครื่อง Google Pixel 2 และ Pixel 2 XL น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนวงการสมาร์ทโฟนในอนาคต เนื่องจากมีการใช้งานที่สะดวกสบาย นอกจากจะเป็น SIM ฝังอยู่ในเครื่องไม่สามารถนำออกมาได้ ยังสามารถเปลี่ยนค่ายบริการสัญญาณมือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่นได้เพียงไม่กี่ขึ้นตอน ซึ่งดูจะมีความสะดวกมากขึ้นมาก แถมยังเป็นผลดีกับผู้ใช้บริการที่ซื้อเครื่องแบบไม่ได้ล็อก หรือเป็นของขวัญให้กับใครซักคนอีกด้วย เพราะไม่ต้องไปเปิดบริการ SIM ใหม่อีกครั้ง ทว่าตอนนี้สามารถใช้งานบนเครื่อง Google Pixel 2 และ Pixel 2 XL เท่านั้น พร้อมกับต้องลงทะเบียน Project Fi ของ Google เพื่อเริ่มการใช้งาน (สามารถดูรายละเอียดของ eSIM ได้ตามลิ้งค์นี้เลย) ปี 2017 ดูจะไม่ค่อยเป็นปีที่มาการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หน้าจอ Full View อัตราส่วน 18:9 เสียมากกว่า ซึ่งก็หวังว่าในปี 2018 จะมีการพัฒนาและวิวัฒนาการ ที่สามารถมาตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนในระดับกลางถึงล่างไว้ด้วย ดูข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  4. Dailygizmo เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้วกับสมาร์ทโฟน Huawei Mate 10 Pro ที่มาพร้อมชิปประมวผล AI ในตัว Huawei Mate 10 Pro หลังจากจัดงานเปิดตัวที่เยอรมันไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา วันนี้ Huawei ก็เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง Huawei Mate 10 ในประเทศไทย โดยจะนำเข้ามาทำตลาดแค่ 2 รุ่นคือ Huawei Mate 10 Pro และ Porsche desing เท่านั้น ส่วนใครที่ยังสงสัยว่า P Series กับ Mate Series นั้นแตกต่างกันยังไง ทางผู้บริหารบอกว่า P Series จะเน้นตลาดกลุ่มไลฟ์สไตล์ ส่วน Mate Series นั้นจะเน้นเรื่องเทคโนโลยีที่จัดเต็มกว่า Mate Series เรียกว่าสร้างความแตกต่างมาตั้งแต่ Mate 7 ที่หันมาใช้ขนาดหน้าจอ 6 นิ้ว เรียกว่าใหญ่สุดในตอนนั้น Mate 8 ก็ให้แบตเตอรี่มาเยอะสุด พอมา Mate 9 นั้นก็ใส่กล้อง Leica เข้าไปช่วยให้ถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพ แน่นอน Mate 10 กลับมาครั้งนี้ก็ต้องมีอะไรใหม่แน่นอน ซึ่งหัวเว่ยเองก็ชูจุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เอาไว้ 4 ด้านด้วยกันคือ ประสิทธิภาพการทำงาน ขุมพลังของ Mate 10 ก็คือ ชิป KIRIN 970 ที่ถือว่าเป็นชิปตัวแรกในโลกที่มาพร้อม NPU หรือหน่วยประมวลผล AI ในตัว ช่วยให้ทำงานต่างๆได้เร็วขึ้น เรื่องของการเชื่อมต่อก็รองรับเทคโนโลยี 4.5G LTE ที่ความเร็วสูงสุด 1.2Gbps เลยทีเดียว แถมยังเป็นมือถือ 2 ซิมรุ่นแรกที่ช่องใส่ซิมทั้งสองช่องรองรับซิม 4G ทำงานได้พร้อมกันด้วย นอกจากนั้นยังมีการปรับปรุง GPS ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น แม้จะอยู่ในที่อับสัญญาณอย่างใต้ทางด่วนหรือในอุโมงก็ยังสามารถจับสัญญาณได้จึงทำให้การใช้แผนที่มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในส่วนของแบตเตอรี่ให้มา 4,000 mAh รับประกันว่าใช้งานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ เสริมด้วยการนำ AI มาช่วยบริหารจัดการ ให้ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยมันจะคอยเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน แล้วทำการแบ่งสรรทรัพยกรในเครื่องให้กับแอปท่คุณใช้งานบ่อยก่อน ส่งผลให้ใช้งานได้นานขึ้น 30% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ แถมด้วยเทคโนโลยี Super Charge ชาร์จแค่ 30 นาทีทำให้ให้แบตใช้งานได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งแบตเตอรี่ของหัวเว่ยเองก็ได้รับรองความปลอดภัยจากสถาบัน TUV Rheinland จากเยอรมันเพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจยิ่งขึ้น ระบบถ่ายภาพอัจฉริยะ ด้านการถ่ายภาพนั้นก็ยังใช้เลนส์ของ Leica โดยเพิ่มความละเอียดเป็น 20 ล้านพิกเซลสำหรับเลนสโมโนโครมและ 12 ล้านสำหรับเลนส์ RGB ซึ่งกล้องหลังนั้นจะให้รูรับแสงกว้างถึง f/1.6 ซึ่งถือว่ากว้างที่สุดในตอนนี้จึงทำให้การถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยทำได้ดียิ่งขึ้น ซูมภาพได้เยอะขึ้นโดยไม่เสียรายละเอียด เสริมด้วยระบบ 4-in-1 Hybrid focus ช่วยให้จับภาพได้อย่างแม่นยำ ส่วน OIS ก็ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ที่เหนือไปกว่านั้นคือการนำ AI มาช่วยในการถ่ายภาพ โดยหัวเว่ยได้จับให้มันเรียนรู้ภาพถ่ายกว่า 100 ล้านภาพเพื่อให้เรียนรู้องค์ประกอบที่อยู่ในรูปไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของหรือช่วงเวลา จนมันฉลาดขึ้นจนสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้เอง เมื่อเรายกกล้องขึ้นมา AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์องคืประกอบต่างๆแล้วทำการปรับการตั้งค่าของกล้องออกมาให้อัตโนมัติ ทำให้ได้ภาพสีสวยเป็นธรรมชาติแม้ว่าคุณจะไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพก็ตาม กล้องสามารถเลือกโหมดต่างๆให้อัตโนมัติจากสิ่งที่มันเห็น ไม่ว่าจะโหมดกลางคืน โหมดพระอาทิตย์ตก โหมดถ่ายอาหาร ถ่ายเซลฟี่หรือแม้แต่การถ่ายสัตว์เลี้ยง รวมๆแล้วกว่า 13 โหมด ส่วนกล้องหน้าเองก็เอาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยให้ถ่ายเซลฟี่สวยขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมี AI Zoom ที่จะปรับตัวอักษรให้อัตโนมัติเพื่อให้ขยายแล้วภาพไม่แตก ประสบการณ์การใช้งาน Mate 10 นั้นจะมาพร้อมกับ EMUI 8.0 และ Android 8.0 ที่มาพร้อมความลื่นไหลในการใช้งานและฟีเจอร์ใหม่ๆเพียบ อย่างเช่น การปรับการทำงานให้เหมาะสมกับหน้าจอ 18:9 ทำให้ใช้งาน Split screen ใช้งานสองแอปบนหน้าจอเดียวกัน รวมถึงรองรับการทำงานของ MDM ที่มีระบบจัดการความปลอดภัยและความสะดวกให้ผู้ใช้ ใครที่ชอบฟังเพลง Mate 10 รองรับการฟังเพลงแบบ Hi-res ความละเอียดสูงที่ 384k/32 bit ใช้งานร่วมกับหูฟังดีๆรับรองความฟิน Huawei EasyTalk ฟีเจอร์นี้จะเอา AI มาช่วยวิเคราะห์เสียงพูดของคุณ จะได้ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างออกให้ดังน้อยลง หรือในกรณีที่ที่คุณพูดเสียงเบาก็จะเพิ่มความดังให้อีกฝั่งได้ยิน PC Mode โหมดนี้จะเปลี่ยนมือถือของคุณให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพียงแค่เสียบสายเข้ากับจอมอนิเตอร์เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์เสริมอย่างอื่นให้ยุ่งยาก แอปแปลภาษาแบบ Offline ช่วยให้แปลได้โดยไม่จำเป็นต้องต่อเน็ตได้มากถึง 50 ภาษาซึ่งได้พันธมิตรอย่าง Microsoft มาช่วย โหมดนี้เราจะต้องไปโหลดภาษาที่ต้องการใช้มาก่อนะ รองรับภาษาไทยด้วย แต่เท่าที่ทดสอบเบื้องต้นก็ยังมีข้อผิดพลาดอยู่เล็กน้อย คุณสมบัติกันน้ำ iP67 สามารถอยูาในน้ำลึก 1 เมตรได้นาน 30 นาที แต่ไม่แนะนำให้ไปใช้ถ่สยภาพใต้น้ำนะดีไซน์ การออกแบบนั้นจะใช้หลักการสมมาตร สร้างเอกลักษณ์ด้วยการเพิ่มแถบ Signatue Stripe เอาไว้ที่ด้านหลังของเครื่อง ด้านหลังใช้กระจกโค้งรับกับฝ่ามือช่วยให้จับกระชับยิ่งขึ้น ส่วนราคาขายในไทยนั้นจะอยู่ที่ 27,900 บาท วางขายสองสีก่อนคือ Midmight Blue และ Mocha Brown โดยรายละเอียดเรื่องของแถมและโปรโมชั่นนั้นจะประกาศอีกที สำหรับคนที่สนใจสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 18-26 พฤศจิกายนนี้ค่ะ ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  5. เกิดเรื่องประหลาด!! ผู้หญิง 2 คน อายุ 22 และ 44 ปี มาหาหมอแล้วบอกหมอว่าพวกเขามีอาการตาบอดนานถึง 15 นาที หลังจากที่แพทย์ได้ใช้วิธีการตรวจด้วย MRI แสกนหัวใจและใช้วิธีทดสอบทางการแพทย์อื่นๆ หมอก็เริ่มตรวจสอบประวัติผู้ป่วย แล้วอะไรคือสิ่งที่หมอกำลังจะพูด.. แพทย์สามารถเชื่อมโยงอาการตาบอดชั่วคราวจากคนไข้ทั้ง 2 รายนี้ได้ว่าเขาทั้งคู่ใช้โทรศัพท์มือถือก่อนนอน source: time.com ผู้หญิงส่วนหนึ่งปฏิเสธที่จะหยุดใช้โทรศัพท์มือถือก่อนนอนแม้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยอาการจากแพทย์แล้ว วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ได้กล่าวถึงข้อจำกัดการใช้แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือในเวลากลางคืน โดยผู้หญิงทั้งสองคนได้ทำการทดสอบโดยนำโทรศัพท์มือถือวางไว้ข้างๆ ตัวในขณะที่กำลังนอน – ซึ่งเป็นท่าที่คนส่วนใหญ่ใช้นอน ตำแหน่งนี้จะทำให้ตาข้างหนึ่งอยู่ที่หน้าจอ ในขณะที่ตาอีกข้างหนึ่งหรือมีเพียงบางส่วนที่โดนหมอน ดังนั้นตาข้างหนึ่งจะปรับไปใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือในขณะที่ตาอีกข้างหนึ่งปรับแสงให้เข้ากับความมืด เมื่อคุณปิดโทรศัพท์มือถือสมองจะรู้สึกสับสนและสงสัยว่าทำไมตาข้างหนึ่งปรับเป็นช่วงเวลา “กลางวัน” ในขณะที่ตาอีกข้างหนึ่งปรับเป็นเวลา “กลางคืน” สิ่งนี้มันเลยเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้เกิดการตาบอดชั่วคราว – และในที่สุดก็เกิดดวงตาเสียหายถาวร source: www.dailymail.co.uk แสงสีฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาจากโทรศัพท์มือถือเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่ใครหลายคนคิด ซึ่งสารสีฟ้าเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใน 20 ปีที่ผ่านมา หรือเมื่อครั้งที่หน้าจอ LED ได้กลายเป็นที่นิยมภายในครัวเรือน แต่เดิมหลายๆ คนหรือแม้แต่จักษุแพทย์มักจะไม่เห็นถึงปัญหานี้ แต่ตอนนี้เราคงทราบดีแล้วว่าความเสียหายที่รุนแรงจากการจ้องมองแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนในเวลาเป็นเวลานานจะทำให้ดวงตาเสื่อมสภาพ มีจักษุแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่ามีผู้ป่วยบางส่วนที่มีช่วงอายุ 35 ปี มีเลนส์ตาที่ขุ่นมัวจากการสัมผัสแสงสีฟ้าในเวลากลางคืน คล้ายกับผู้ที่มีอายุ 75 ปี ผลลัพธ์จากความเสียหายนี้อาจดูเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ Harvard ยืนยันการเชื่อมโยงระหว่างแสงสีฟ้ากับโรคมะเร็งหลายๆ ประเภท โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน ไม่คุ้มมากๆ ค่ะถ้าคุณจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเพียงแค่คุณเล่นเกม Candy Crush ก่อนนอน คิดแบบนั้นกันไหม? source: davidwolfe www.wellandgood.com มันอาจจะดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ว่าทำไมแสงสีฟ้าถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่วงการแพทย์ก็มีการเรียนรู้และพัฒนามากขึ้นทุกวัน ดังนั้นมันอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีที่จะนำโทรศัพท์ไว้ข้างๆ ตัวในห้องนอนตอนกลางคืน ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  6. เปิดตัวกันไปอย่างสดๆ ร้อนๆ สำหรับสมาร์ทโฟนจากแบรนด์ Vivo อย่าง Vivo V7+ ที่ชูจุดเด่นด้านหน้าจอ FullView แบบ IPS LCD ขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล อัตราส่วนหน้าจอ 18:9 เพื่อให้ได้รับอรรถรสในการใช้งานได้อย่างเต็มที่ Vivo V7+ ยังมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 450, RAM 4 GB, หน่วยความจำภายใน 64 GB (เพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 256 GB), กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Ultra HD ที่ช่วยให้ภาพมีความละเอียดเพิ่มขึ้นเป็น 64 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้ามาพร้อมกับความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ที่เน้นการเซลฟี่เป็นหลัก ด้วยโหมด Face Beauty 7.0 และ Portrait Mode เพื่อให้ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ ทั้งยังมีแบตเตอรี่ขนาด 3,225 mAh ขนาดตัวเครื่องของVivo V7+ อยู่ที่ 155.87 x 75.74 x 7.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 160 กรัม มีหน้าจอแสดงผล IPS LCD 24-bit (16 ล้านสี) ขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล อัตราส่วนหน้าจอ 18:9 เหนือหน้าจอมีกล้องเซลฟี่ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อม Face Beauty 7.0, โหมด Portrait และ Face Beauty สำหรับการสนทนาแบบวิดีโอ ถัดมาเป็นลำโพงตัวที่ 2 เหล่าเซ็นเซอร์ต่างๆ และไฟแฟลช Moonlight Light ด้านล่างของหน้าจอได้นำปุ่มแอพฯ ล่าสุด ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ ไปแสดงผลในหน้าจอ ถัดไปที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิม 2 ช่องแบบ NanoSIM และอีก 1 ช่องสำหรับเพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256 GB ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มสำหรับปิดหรือล็อคเครื่อง ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่หูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนตัวหลัก, ช่องสำหรับชาร์จหรือเชื่อมต่อข้อมูลแบบ MicroUSB 2.0 และลำโพงที่มีระบบเสียง Hi-Fi ตามลำดับ และที่ด้านหลังของตัวเครื่องมีกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมโหมดถ่ายภาพ UltraHD ที่ให้ความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล, ไฟแฟลช LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังอยู่บริเวณตรงกลาง ซึ่งสามารถใช้เป็นปุ่มชัตเตอร์ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ฟีเจอร์พิเศษสำหรับ Vivo V7+ คือ การที่สามารถใช้งาน 2 หน้าจอ (Multi-Tasking) ได้โดยการใช้ 3 นิ้วลากบนหน้าจอพร้อมกัน ซึ่งผู้ใช้งานต้องทำการเปิดใช้งานแอพฯ ใดแอพฯ หนึ่งก่อน นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยในตัวเครื่องอีกอย่างหนึ่งของ Vivo V7+ คือ การปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า หรือ Face Access ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยมากขึ้นไปอีกขั้น เนื่องจากมีการจดจำใบหน้าในเชิงลึกด้วยการทำงานของระบบกล้องหน้า ทำให้ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายปลดล็อคหน้าจอได้อย่างแน่นอน สเปกตัวเครื่อง Vivo V7+ ขนาดตัวเครื่อง : 155.87 x 75.74 x 7.7 มิลลิเมตรน้ำหนัก : 160 กรัมจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด 1,440 x 720 พิกเซลอัตราส่วนหน้าจอ 18:9หน่วยประมวลผล Snapdragon 450 CPU Octa-Core ความเร็ว 1.8 GHzRAM 4 GBROM 64 GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256 GB แยกออกจากช่องใส่ซิมกล้องถ่ายรูปด้านหลัง 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง ระบบจับโฟกัส PDAF รูรับแสง f/2.0กล้องถ่ายรูปด้านหน้า 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รูรับแสง f/2.0 พร้อมโหมดปรับแต่งผิว Face Beauty 7.0 และไฟแฟลช Softlightระบบเชื่อมต่อ WiFi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 4.2เครือข่าย GSM 850/900/1800/1900 MHz LTE 1/3/5/7/8/40/41เทคโนโลยีการรับ/ส่งข้อมูล 2G: EDGE/GPRS3G: HSDPA+ 4G: LTE DL, LTE ULระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 3.2 พื้นฐาน Android 7.1 (Nougat)รองรับการใช้งาน 2 ซิม แบบ Nano-SIMแบตเตอรี่ : 3,225 mAh สำหรับใครที่ต้องการเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนเน้นเซลฟี่กล้องสวยอย่าง Vivo V7+ ก็สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 22 - 27 กันยายน 2560 และจะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน เป็นต้นไป มีตัวเครื่องทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีทอง โดยมีราคาอยู่ที่ 11,990 บาท ที่มา ไลน์ทูเดย์
  7. เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยที่เชื่อว่าหลายคนอยากรู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลากแบรนด์จะต้องใช้หน้าจอแสดงผลอัตราส่วนใหม่ที่แตกต่างจากเดิมนั่นคือ 18:9 จึงเกิดคำถามว่าอัตราส่วนดังกล่าวคืออะไรและก็มีข้อดีอย่างไร นอกจากเทรนด์ใหม่ข้างต้นแล้วยังมีอีกประเด็นที่ได้กลายเป็นจุดขายใหม่ที่เพิ่มขึ้นตามมาคือความละเอียดใหม่ HD+, FHD+, WQHD+ รายละเอียดเป็นอย่างไรเรามาทำความรู้จักกันเลย ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าหน้าจอแสดงผลบนสมาร์ทโฟนวัดขนาดกันอย่างไร มีอยู่ 2 วิธี อาจยุ่งยากหน่อยแต่ก็เป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ โดยนำสมาร์ทโฟนรุ่นหนึ่งมาเป็นตัวอย่าง Samsung Galaxy Note 5 ซึ่งเมื่อวัดขนาดตัวเครื่องจากหน้าจอจะพบว่า ด้านสูงก็มีหน้าจอขนาด 4.96 นิ้ว ส่วนด้านกว้างจะมีขนาด 2.795 นิ้ว ทว่าขนาดหน้าจอจริงๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวคือ 5.7 นิ้ว ดังนั้นขนาดที่แท้จริงของหน้าจอหาอย่างไร ขั้นตอนที่ 1 : นำ (2.795 x 2.795) + (4.96 x 4.96) = 32.413625 จากนั้นให้√32.413625 = 5.693297 หรือประมาณ 5.7ขั้นตอนที่ 2 : วัดจาดมุมหนึ่งของหน้าจอไปยังอีกมุมหนึ่ง โดยปกติแล้วจะมีขนาดเท่ากับตัวเลขของวิธีที่หนึ่ง ซึ่งถ้าแตกต่างก็จะบวกลบต่างกันไม่มาก หมายเหตุ : √ คือ square root เมื่อได้ขนาดหน้าจอต่อไปคือเรื่องราวของความละเอียดและอัตราส่วน หลายคนต้องรู้จักกับพวกความละเอียด 1,280 x 720 พิกเซล หรือ 720p หรือ HD / 1,920 x 1,080 พิกเซล หรือ 1080p หรือ FullHD / 2,560 x 1,440 พิกเซล หรือ 1440p หรือ Quad HD คำถามคือการเรียกชื่อความละเอียดที่แท้จริงแล้ว แบบไหนคือถูกต้อง ? ปกติแล้วการเรียกความละเอียดที่ถูกต้องและสื่อความหมายได้จริงๆ จำเป็นต้องเรียกให้เต็มยศนั่นคือ 1,920 x 1,080 พิกเซลหรือ FullHD หากเรียกแค่ (1080p) ก็อาจเป็นที่เข้าใจได้ในระดับหนึ่งเพราะใช้กันมาอย่างกว้างขวางแล้ว แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วไม่ใช่ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะสื่อแค่จำนวนความละเอียดแค่แนวนอนเท่านั้น ต่อด้วยเรื่องของอัตราส่วนหลายคนงงทำไมต้อง 16:9 หรือ 18:9 คืออะไรและมีที่มายังไง สำหรับอัตราส่วนก็สืบเนื่องจากความละเอียดเลย สมมุติความละเอียด 1,920 x 1,080 พิกเซล การหาอัตราส่วนสามารถทำได้โดยนำ 1,920 หาร 1,080 = 1.77777 ก็จะได้อัตราส่วน 16:9 พอดิพอดี วิธีพิสูจน์คือนำ 16 หาร 9 ผลลัพธ์ 1.777777 เหมือนกัน แต่หลายคนอาจบอกว่าการหารขั้นตอนแรกก็ดูเข้าใจง่ายอยู่ แต่ขั้นตอนที่สองเรานั้นไม่ต้องนำเลขมาหารกันหมดเลยเหรอ กว่าจะเจอจำนวนที่ใช่ เรื่องนี้ไม่ยาก เราแค่นำจำนวน 1,920 และ 1,080 มาหาคำตอบด้วยการ "หารร่วมมาก" หรือ หรม. ซึ่งนำตัวเลข 120 มาหารจะได้ผลลัพธ์คือ 16 กับ 9 เพียงเท่านี้ก็จะได้คำตอบ เช็คคำตอบได้เลยเท่ากันเป๊ะ ลองมาดูฝั่ง 18:9 บ้าง โดยขอยกสมาร์ทโฟน Vivo V7+ มาหาคำตอบ สำหรับสเปกของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีความละเอียด HD+ นั่นคือ 1,440 x 720 พิกเซล จะเห็นว่าด้านสูงมีจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับดีไซน์หน้าจอที่มีความสูงขึ้นจากเดิม ส่งผลให้อัตราส่วนกับความละเอียดเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เมื่อนำตัวเลขมาทดสอบจะได้ผลลัพธ์.. 1,440 หาร 720 = 2 สอดคล้องกับ 18:9 (18 หาร 9) = 2ใช้วิธีหารร่วมมาก หรือ หรม. เป็นข้อพิสูจน์ นำ 80 หาร 1,440 และ 720 ได้คำตอบคือ 18 กับ 9 หรือ Samsung Galaxy S8 ความละเอียดสูงุสด WQHD+ (2,960 x 1,440 พิกเซล) กับอัตราส่วน 18.5 : 9 วิธีการคำนวณคือ.. 2,960 หาร 1440 = 2.05 สอดคล้องกับ 18.5:9 (18.5 หาร 9) = 2ใช้วิธีหารร่วมมาก หรือ หรม. เป็นข้อพิสูจน์ นำ 160 หาร 2,960 และ 1440 ได้คำตอบคือ 18.5 กับ 9 เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันหมด แท้จริงแล้วความละเอียดไม่ว่าจะเป็น HD+, FullHD+ หรือ WQHD+ นั่นคือ HD, FullHD และ QHD ไม่ได้แตกต่างกันเลยในเรื่องของการแสดงผล ซึ่งถือว่าเล็กน้อยมากที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จึงเสมือนจุดขายนำเครื่องหมาย + มาสร้างความแตกต่างให้ดูพิเศษขึ้นเท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วทำไมผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องทำหน้าจออัตรส่วน 18 : 9 ออกมาวางขายด้วย สรุปเป็นผลได้ 5 ประการดังต่อไปนี้ 1. ต้องการหน้าจอใหญ่ : ย้อนกลับไปสามสี่ปีที่แล้ว หลายคนอาจจะยังชอบหน้าจอขนาดพอดีมือ จับถือง่ายสะดวก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสมาร์ทโฟนนั้นไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารเพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะเป็นทุกอย่างเลยไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นภาพยนตร์ เครื่องเล่นเกม กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร (Video Call หรือ Conference) ดังนั้นหากยังติดอยู่กับขนาดหน้าจอที่เล็กนั้น อาจไม่สามารถตอบโจทย์กิจกรรมข้างต้นทั้งหลายได้ 2. ไม่อยากเพิ่มขนาดเครื่อง : โดยปกติแล้วถ้ายังเป็นขนาดอัตราส่วนเดิมๆ วิธีการเพิ่มหน้าจอคือทำหน้าจอที่มีอยู่ให้ขยายใหญ่ขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ขนาดตัวเครื่องมีขนาดมากขึ้นตามไปด้วย ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ใช้อย่างไร จับถือไม่สะดวก ใส่กระเป๋าก็ยาก เทอะทะมากกว่าคล่องตัว ดังนั้นเมื่อตั้งอยู่บนข้อจำกัดที่ไม่อยากเพิ่มขนาดตัวเครื่อง โจทย์จึงมีแค่เฉพาะการดีไซน์ใหม่เมื่อด้านกว้างไม่สามารถเพิ่มได้ เพราะจะทำให้ใช้งานลำบาก จึงต้องปรับเปลี่ยนความสูง นั่นก็คือการลดขอบบนตัวเครื่องกับขอบด้านล่างตัวเครื่องแทน รวมถึงการลดขอบจอด้านข้าง แน่นอนว่าหลายคนไม่ชอบด้วยซํ้าเพราะเวลาดูคอนเทนต์จะบดบังสายตา ไม่ได้อรรถรสนั่นเอง 3. ความละเอียดเพิ่มขึ้น : อย่างที่เกริ่นข้างต้นแม้ไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจนแต่พวกความละเอียดระดับ HD+ และ FullHD+ ก็อาจดูสมจริงคมชัดมากที่สุดเวลาเล่นเกมหรือวิิดีโอ ซึ่งคงต้องพูดถึงเรื่องความรู้สึกแทนเสียมากกว่า เพราะสายตาเราไม่สามารถแยกแยะได้ 4. โหมด Multi Windows : สมาร์ทโฟนเกือบทุกรุ่นก็มีโหมดแบ่งหน้าจอของแอปฯ ทำให้ในหนึ่งหน้าจอเราสามารถใช้งานได้สองแอปฯ พร้อมกัน เช่น Facebook พร้อม YouTube เพื่อแชทและฟังเพลงไปพร้อมกัน แต่ข้อจำกัดของอัตราส่วนหน้าจอแบบเดิมจะมีขนาดที่เล็กไม่เอื้ออำนวยหลายคนเลือกที่จะใช้งานแอปฯ เดียวแทนดีกว่าเพื่อให้รู้สึกสบายตา ดังนั้นการมาของอัตราส่วน 18:9 จึงตอบโจทย์โหมดแบ่งหน้าจอมากขึ้น 5. เสริมประสิทธิภาพของกล้อง : อาจสงสัยว่าเกี่ยวข้องอย่างไรจะเห็นว่าสมาร์ทโฟนในปัจจุบันก็ใช้กล้องคู่กันหมดแล้ว เลนส์แรกก็จะทำการจับภาพปกติ ส่วนเลนส์สองจับรายละเอียดเสริมเช่น วิว วัตถุ สภาพแสง เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาตั้งใจให้กล้องทำงานเช่นไร แต่ถ้าจะให้มีความแตกต่างเกิดขึ้น หน้าจออัตราส่วน 18:9 สามารถช่วยได้ อย่างที่ทราบกันว่าเมื่อเปลี่ยนอัตราส่วนใหม่ ภาพที่แสดงผลก็จะมีขนาดกว้างหรือสูงขึ้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเราถ่ายรูปแบบแนวนอนหรือแนวตั้ง ยกตัวอย่างง่ายๆ หากถ่ายแนวนอนก็จะได้ภาพกว้างกว้างกว่าเดิมเยอะเลย เมื่อเทียบ 4:3 หรือถ้าถ่ายภาพแนวตั้ง ถ้าต้องการถ่ายทั้งตัวคือหัวจรดเท้าจากเดิมต้องถอยให้ห่างๆ เพื่อให้กล้องจับภาพได้หมด แต่ว่าคราวนี้เราอาจไม่ต้องทำเช่นนั้นแล้ว ภาพตัวอย่างหากเลือกโหมดถ่ายภาพอัตราส่วน 18:9 เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเกร็ดความรู้ที่หยิบยกนำมาฝากกันเพราะ ณ ปัจจุบันเหล่าสมาร์ทโฟนมาพร้อมหน้าจออัตราส่วนใหม่ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็น Samsung Galaxy S8/S8+, Vivo V7+, LG G6, HUAWEI nova 2i, Gionee M7 Power, Wiko View Prime ,Wiko View XL และ Wiko View เป็นต้น โดยในงาน Thailand Mobile Expo 2017 มีสมาร์ทโฟนหน้าจออัตราส่วนดังกล่าววางขายเพียบ แน่นอนว่ามาพร้อมโปรโมชั่นต่างๆ ด้วยส่งท้ายปี ที่มา ไลน์ทูเดย์
  8. หลังจากเปิดตัวรุ่นท็อป Xiaomi Mi Mix 2 ก็ยังได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เพิ่มเติมด้วยนั่นคือ Xiaomi Mi Note 3 ชูจุดเด่นกล้องคู่รองรับการซูมแบบออปติคอล บอดี้โลหะแบบไร้รอยต่อและมีขอบอะลูมิเนียมพร้อมเฉดสี Mattle Gold ทำให้ดูมีความสวยงามเมื่อตัดกับเฉดสีของตัวเครื่องมากขึ้น นอกจากกล้องหน้ามีความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซลกับระบบ AI ช่วยปรับสภาพผิวให้แม่นยำมากที่สุด ลำโพงเป็นแบบสเตอริโอ บริเวณปุ่มโฮมมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือโดยจะครอบทับกระจกไว้ ซึ่งด้านบนตัวเครื่องมีรูยิงคลื่น IR Blaster เอาไว้ใช้งานเป็นรโมทกับเครื่องใช้ไฟฟ้า กับ มีคุณสมบัติกันละอองนํ้าเล็กน้อย Xiaomi Mi Note 3 มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1,920 x 1,080 พิกเซล ประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 660, RAM 6GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 64GB/128GB ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้กับแบตเตอรี่ความจุ 3,500mAh มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Quick Charge 3.0 ส่วนระบบเชื่อมต่อมี พอร์ต USB Tpye-C, 4G LTE, NFC, Bluetooth 5.0 และรองรับการใช้งานสองซิมการ์ด กล้องหลังมีความละเอียด 12MP + 12MP แบ่งเป็นกล้องแรกจุดพิกเซลขนาด 1.25μm รูรับแสง f/1.8 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS จำนวน 4 แกน รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K ส่วนกล้องสองเลนส์ Telephoto รองรับการซูมแบบ 2X Optical และเอาไว้ใช้ถ่ายโหมด Portrait รวมถึงภาพแบบโบเก้ ระยะโฟกัส 52 มิลลิเมตร รูรับแสง f/2.6 จุดพิกเซลขนาด 1.0μm ภาพตัวอย่าง กล้องหน้ามีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล จุดพิกเซลขนาด 2.0μm มีระบบ AI ช่วยปรับแต่งสภาพผิวให้มีความแม่นยำและสมจริงเป็นธรรมชาติมากที่สุด Xiaomi Mi Note 3 วางจำหน่ายในราคา 2499 หยวนหรือ 12,7xx บาท ในรุ่น RAM 6GB + ROM 64GB ส่วนรุ่น RAM 6GB + ROM 128GB เฉดสีดำราคา 2899 หยวนหรือ 14,7xx บาท และเฉดสีนํ้าเงิน ราคา 2999 หยวนหรือ 15,2xx บาท ที่มา ไลน์ทูเดย์
  9. คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาร์ทโฟนก็ได้กลายเป็นอุปกรณ์คู่ใจของใครหลายคนไปแล้ว โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรียกว่าโทรศัพท์มือถือนั้นก็มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความสามารถมีเพรียบพร้อมทำให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายยิ้งขึ้น ทว่าแม้ทุกทุกอย่างจะดูดีดูลํ้าหน้ามากแค่ไหน แต่เรายังคงต้องใช้ดวงตาเป็นหลักในการใช้งานอยู่ดี เพราะฉะนั้นด้วยข้อดีจึงต้องมีข้อเสียควบคู่กันไป และหนึ่งในนั้นคือแสงสีฟ้าที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดวงตาเกิดโรคกับได้รับความเสียหาย หลายแบรนด์จึงเพิ่มฟีเจอร์ที่เรียกว่า " Eye Care Mode " ไว้เพื่อช่วยถนอมสายตา ดังนั้นเราจะมาทำความรู้จักเพิ่มเติมว่ามีประโยชน์จริงๆ หรือแค่โฆษณาชวนเชื่อ อะไรคือแสงสีฟ้า สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ขนาดนั้นเชียวหรือ ? สำหรับแสงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ ซึ่งแบ่งเป็นคลื่นสั้นคลื่นยาวและมีความเข้มข้นสูงและน้อยตามเฉดสีนั้นๆ ทว่าในส่วนของแสงสีฟ้าจะมีความเข้มข้นของแสงสูงสามารถทำให้เกิดภาวะต้อกระจกและอีกหลายโรคร้ายแรงหากรับแสงปริมาณมากติดต่อกัน อย่างไรก็ดี Blue Light พบเห็นได้ทั่วไปไม่ใช่เฉพาะแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น และนอกจากทำร้ายดวงตาแล้ว ผิวหนังก็เช่นกันทำให้ขาดความชุ่มชื้น ผิวแห้งกร้าน เกิดปัญหาสิวและฝ้าตามมาได้ด้วย จึงสรุปได้ว่าแสงสีฟ้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพเราส่งผลต่อสภาวะร่างกายทั้งภายนอกและภายในเช่นระบบประสาทและสมอง ดังนั้นจึงควรต้องหาวิธีป้องกัน วิธีป้องกันก็สามารถทำได้ทั่วไป มีทั้งเสียค่าใช้จ่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าหากเสียเงินก็จะเป็นพวกอุปกรณ์คัดกรองแสงทั้งหลาย เช่น ฟิล์ม กระจก หรือแว่นตา ส่วนแบบฟรีๆ ก็แค่ใช้หลัก จ้องจอ 20 นาที หันมองไปทางอื่น 20 วินาทีที่สบายสายตาไมมีแสงจ้า เช่น วิวทิวทัศน์หรือคุยกับเพื่อนร่วมงาน ลุกไปเข้าห้องนํ้า หรือทำท่าบริหารร่างกายคลายความอ่อนล้าจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานเป็นต้น เท่ากับว่าได้ประโยชน์สองต่อ บางครั้งหลายคนอาจคัดค้านว่าแสงสีฟ้ามันก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น ทำไมถึงต้องยกมาเป็นประเด็น และมีการโต้เถียงกันด้วย ขอยกกรณีตัวอย่างว่า อย่างที่เกริ่นข้างต้นแสงนั้นมีพลังงานสูง ทว่าดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่บอบบางและยังมีเพียงคู่เดียวตลอดชีวิตนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็สามารถสะสมก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาสารพัดได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเสมือนเป็นระเบิดเวลาคอยนำพาเรื่องร้ายๆ เข้ามาในชีวิตเรา โดยเฉพาะคนหนุ่มสาววัยทำงานต่างต้องมีสมาร์ทโฟนคู่ใจหนึ่งเครื่องติดตัวเสมอ แลหนึ่งพฤติกรรมยอดฮิตที่ใครหลายคนปฏิบัติกันนั่นก็คือเล่นตอนกลางคืน บ้างปิดไฟในห้องมืดเลยได้อารมณ์สนุกดี บ้างก็ขอเล่นเกมสักแมทช์หนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลา 10 นาที 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง หันมาอีกทีอ้าวเลยเวลานอนเยอะเลย หลายคนจึงเลือกเลิกเล่นทันทีพร้อมกับปิดตา แน่ใจแล้วหรือว่านี่คือวิธีที่ถูกต้อง อย่างที่เกริ่นข้างต้นดวงนั้นเป็นอวัยวะที่บอบบางดังนั้นจึงควรรักษาไว้ให้ดี เพื่อที่ยามแก่เฒ่าจะได้ไม่ลำบากหรือยังไม่ถึงช่วงเวลานั้นแค่วัยหนุ่มสาวก็ต้องสายตาสั้นยาวเอียงกันไปแล้วหรือผ่าตัดก็มี การเล่นสมาร์ทโฟนตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่ว่าควรเล่นอย่างเหมาะสม รู้หรือไม่ว่าในชีวิตประจำวันเรารับแสงสีฟ้ามาโดยตลอดทั้งโดยตรงบ้างก็ทางอ้อม ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราห่างแสงสีฟ้าสักพักในห้วงเวลาที่ร่างกายจำเป็นต้องพักผ่อน ขอยกตัวอย่างงานวิจัยหนึ่ง : ให้ผู้ทดลองส่วนใส่แว่นตาป้องกันแสงสีฟ้าก่อนเข้านอนประมาณ 3 ชั่วโมง ผลลัพธ์ปรากฏว่าผู้ทดลองเหล่านั้นก็สามารถหลับในเวลากลางคืนได้สนิท ไม่กระสับกระส่าย เช้าตื่นมาสดชื่น ข้อมูลอ้างอิง : www.ncbi.nlm.nih.gov โดยอาการแสบตาเกิดขึ้นได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น ตาแห้ง ระคายเคืองตา แต่ปัจจัยหนึ่งก็คือด้านแสง แน่นอนว่าเวลาเราใช้คอมพิวเตอร์ก็มีอาการตาล้า ตาแห้งกันให้เห็น ซึ่งสมาร์ทโฟนก็เช่นกันถ้าเราใช้งานเสร็จแล้ว ไม่ควรรีบหลับตาลงหรือปิดไฟในห้องทันทีควรทิ้งระยะเวลาสักครู่ให้ดวงตาปรับสภาพเข้าสู่สภาวะปกติ แล้วค่อยหลับตาลงพักผ่อน บางคนอาจถามว่าหากผมชอบปิดไฟในห้องล่ะ จะต้องทำอย่างไร ขอตอบประเด็นนี้ว่าเลิกทำพฤติกรรมนี้เสียเพราะคุณกำลังทำร้ายตัวเองอยู่ ปิดไฟเล่นอันตรายมากกว่าเยอะ และจากพฤติกรรมดังกล่าวหลายคนจึงได้หันมาเลือกใช้วิธีถนอมสายตาทางอ้อมแทน ด้วยการเปิดโหมด Night หรือ Eye Protection Mode หรือ Blue light Cut แล้วแต่ที่ทางผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะเรียกชื่อ เพื่อเล่นสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะอยู่สภาวะแสงมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดีคำถามต่อมาคือวิธีนี้จะสามารถถนอมดวงตาเราได้จริงหรือ ในบทความนี้จะช่วยให้คลายข้อสงสัยครับ ส่วนใหญ่สมาร์ทโฟนในปัจจุบันจะมีโหมดกรองแสงสีฟ้ากันแล้ว ซึ่งถือเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่ควรพึงมี เพราะมีผลลัพธ์สำคัญต่อสุขภาพอย่างมาก หากบุคคลนั้นชื่นชอบการใช้งานตอนเวลากลางคืน ทั้งนี้เมื่อเปิดโหมดดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีหลายสีสันเกิดขึ้น บ้างสีเหลือง บ้างก็สีแสด หรือสีส้มไปเลยก็มี ทว่าประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการตัดแสงสีฟ้าออกไปอย่างสมบูรณ์นั่นก็คือโทนแสงสีส้ม แล้วทำไมถึงต้องเป็นแสงสีส้ม มีงานวิจัยหลายอย่างแต่ก็ไม่อาจสามารถคอนเฟิร์มได้แน่ชัดว่าเพราะอะไร แต่ประเด็นที่ดูน่าสนใจคือว่าเวลาการคืนเป็นเวลาที่ร่างกายกำลังผ่อนคลาย โทนสีส้มจะส่งผลต่ออารมณ์โดยตรงซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นทั้งช่วยทำให้รู้สึกอยากนอนเพราะมีผลระทบน้อยต่อร่างกาย เนื่องจากจะไม่ไปตัดการหลั่งสารเมลาโทนินนั่นเอง ดังนั้นจึงสรุปว่าการเปิดโหมดกรองแสงสีฟ้ามีประโยชน์อย่างมาก แต่โทนแสงสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดงตามที่สมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นจะแสดงผลนั้นก็ยังมีความอันตรายเช่นกัน เพียงแค่ว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะฉะนั้นการใช้งานสมาร์ทโฟนแบบเหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่ผู้ใช้สมาร์ทๆ อย่างเราควรจะต้องตระหนักไว้ให้มาก เนื่องจากหมายถึงเรื่องสุขภาพ!! เมื่อแสงสีฟ้ามีแต่โทษร้ายแรงหลีกเลี่ยงได้อย่างไร สำหรับแสงสีฟ้าไม่ได้มีแค่โทษอย่างเดียวทว่าถ้าให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและคุณภาพชีวิตจะต้องรับแสงในช่วงเวลาที่ถูกต้อง นั่นอาจกล่าวได้ว่า "แสงสีฟ้าจะเป็นคุณต่อร่างกายเมื่ออยู่ในช่วงระหว่างวัน แต่จะเป็นโทษต่อเราเมื่อยามกลางคืน " ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเนื่องจากว่านาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) จะเป็นระบบควบคุมร่างกายผสมผสานการทำงานร่วมกับระบบประสาท ซึ่งปัจจัยภายในไม่สามารถควบคุมช่วงเวลาของระบบร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบจึงต้องอาศัยปัจจัยภายนอกควบคู่กันไปด้วยเฉกเช่นแสงนี่เอง และอย่างที่เกริ่นข้างต้นแสงสีฟ้าจะมีผลต่อระบบร่างกายเรามาที่สุด ดังนั้นการได้รับแสงดังกล่าวในระหว่างวันจะทำให้เกิดประโยชน์ด้านการตื่นตัว อารมณ์ความรู้สึก รวมถึงควบคุมการทำงานของต่อมต่างๆ และฮอร์โมนภายในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แพทย์ใช้วิธีหนามยอกหนามบ่มเพราะแสงสีฟ้ายังสามารถช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับของคนไข้ซึ่งพบได้มากกับบุคคลที่ทำงานเวลากลางคืนและต้องได้รับแสงสีฟ้าเป็นเวลานานติดต่อกัน หมายเหตุ : ข้อมูลอ้างอิง wellnessmama.com วิธีป้องกันแสงสีฟ้าทำได้อย่างไรบ้าง ต้องระบุก่อนว่าแสงสีฟ้าพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันดังนั้นการป้องกัน 100% จึงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ และการได้รับแสงอย่างถูกต้องเหมาะสมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย วิธีที่ป้องกันเบื้องต้นนั้นทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก หากใครที่ต้องทำงานกลางคืนและสัมผัสกับแสงสีฟ้าโดยตรงเป็นเวลานาน ควรมองหาทางเลือกซื้อแว่นไว้สวมใส่เพื่อคัดกรองแสงให้บรรเทาลงมนุษย์ออฟฟิคทั้งหลายใช่ว่าเวลากลางวันได้รับแสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์แล้วจะไม่ส่งผลเสีย คิดผิดคิดใหม่ได้เลย ยังคงมีโทษต่อเซลล์ประสาทตาเหมือนเดิม โดยจะต้องมองหาโปรแกรมกรองแสงสีฟ้าติดเครื่องไว้ การลดแสงสว่างหน้าจอก็ไม่ช่วยแต่อย่างใดเล่นสมาร์ทโฟนตอนกลางคืนควรเปิดโหมดกรองแสงสีฟ้า อย่างน้อยให้เป็นโทนสีเหลืองก็ยังดี เพื่อช่วยลดความเข้มข้นของแสงลง เนื่องจากสภาวะแสงรอบตัวช่วงเวลากลางคืนมีสว่างน้อยจึงจะได้รับความสว่างของแสงจากหน้าจอมากกว่าปกติ หลีกเลี่ยงการจ้องจุดกำเนิดแสงโดยตรง เช่น หลอดไฟ แสงอาทิตย์ เป็นต้นเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ทุกทุกพื้นที่ที่คุณเยอะ โต๊ะทำงาน บ้านเรือน ในรถยนต์ การได้จ้องสีเขียวจะทำให้เรารู้สึกสงบ ปรับอารมณ์ความรู้สึก และเป็นเฉดสีที่เป็นมิตรต่อเซลล์ประสาทตา ทั้งช่วยดูดซับความเข้มข้นของแสง แต่วิธีที่ยังยื่นและสามารถทำควบคู่กันไปได้ด้วย นั่นคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ที่อุดมไปด้วยวิตามิน A ที่หาได้จากผักผลไม้จำพวกสีเหลืองส้ม เช่น แคนตาลูป มะม่วง ฟักทอง แครอท ผักกาดหวาน ผักโขม เป็นต้น รวมถึงควรดื่มนํ้าบ่อยๆ อย่างน้องหนึ่งชัั่วโมงควรดื่มสองแก้ว ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะมนุษย์ออฟฟิคเนื่องจากทำให้เราขับถ่ายและยังได้ลุกออกจากเก้าอี้ ได้ก้าวเดินไปห้องนํ้า ช่วยผ่อนคลายร่างกายพักแข้งพักขา อย่าลืมนะครับพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างไม่เหมาะสมควรต้องตระหนักและยุติได้แล้ว นั่นก็เพื่อตัวคุณเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ไม่ต้องรู้สึกปวดหัวดวงตาแสบคันอ่อนล้า รู้สึกเหนื่องง่ายอ่อนล้าระหว่างวัน เพราะการพักสานตาที่ดีที่สุดคือการนอน..และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ที่มา SiamPhone
  10. Samsung เปิดตัว Galaxy C8 สมาร์ทโฟนระดับกลางตระกูล Galaxy C series รุ่นล่าสุดที่ประเทศจีนโดยเป็นมือถือรุ่นที่สามที่มาพร้อมกับกล้องหลังเลนส์คู่ต่อจาก Galaxy Note8 และ Galaxy J7+ Samsung Galaxy C8 มีจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด FullHD 1080p, ชิปเซ็ต octa-core (ความเร็วสูงสุด 2.39GHz), แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือรุ่น RAM 3GB + ROM 32GB และรุ่น RAM 4GB + ROM 64GB, รองรับ microSD card ความจุสูงสุด 256GB, มีสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Home และฟังก์ชั่นจดจำใบหน้าเพื่อปลดล็อคเครื่อง (Face Unlock), แบตเตอรี่ความจุ 3000mAh Samsung Galaxy C8 มีกล้องหลังคู่ ประกอบด้วยเซ็นเซอร์รับภาพสีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 และเซ็นเซอร์รับภาพขาวดำความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9 แฟลชคู่ dual-LED, กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9 พร้อมแฟลช LED Samsung Galaxy C8 รองรับการใช้งาน 2 ซิม (hybrid SIM slot), รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE, Bluetooth 4.2, พอร์ต USB Type-C รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Pump Express 3.0, รัน Android 7.1.1 Nougat พร้อมติดตั้งผู้ช่วย AI Samsung Bixby มาให้ใช้งาน ราคาและความพร้อมในการวางจำหน่าย Galaxy C8 ยังไม่เปิดเผยออกมาในตอนนี้ ที่มา
  11. Xiaomi เปิดตัว Mi A1 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยเป็นสมาร์ทโฟนกล้องคู่รุ่นล่าสุดจาก Xiaomi โดยไส้ในทั้งหทดก็คือรุ่น Mi 5X นั้นเอง และสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังอยู่ในโครงการ Android One อีกด้วย โดยในรุ่นนี้มาพร้อม Android Nougat 7.1.2 ตัวล่าสุดเลยทีเดียว โดยในรุ่น Mi A1 จะมาพร้อม CPU Snapdragon 625 ขนาด 14 นาโนเมตร มีแรมมาให้ 4 GB หน่วยความจำ 64 GB หน้าจอ IPS LCD 5.5 นิ้ว Full-HD กล้องคู่หลังมีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับ Xiaomi Mi6 แต่ใน Mi A1 จะมีรูรับแสง 2.2 ส่วน Mi6 รูรับแสงอยู่ที่ 1.8 ในส่วนของด้านหลังเป็น Fingerprint scanner และพิมพ์โลโก้ Android One ในด้านล่าง แบตเตอรี่ให้มา 3,080 mAh พร้อมระบบ Fast Charge โดยใน Xiaomi Mi A1 จะมาพร้อม UI ตัวใหม่ล่าสุดของ Xiaomi คือ MIUI 9 และด้วยความเป็น Android One แน่นอนว่ามาพร้อมสัญญาการอัพเดทระบบปฏิบัติการณ์ว่าได้กิน Android 8.0 Oreo แน่นอน และ Mi A1 จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรก ๆ ที่ได้รับการอัพเดทเป็น Android P อีกด้วย Xiaomi Mi A1 จะมาด้วยกัน 3 สี คือ สีดำ, สีชมพูและสีทอง ในราคาเปิดตัว 14,999 รูปี ( ประมาณ 7,758 บาท ) จะเริ่มขายในวันที่ 12 กันยายนนี้ ใน 37 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่มา
×