Jump to content
aeize.com 4.3.6

Search the Community

Showing results for tags 'สายการบิน'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 2 results

  1. Another View สายการบิน “โลว์คอส” ถูกกว่ายังได้กำไร! งงใจ…ทำไมสายการบินแห่งชาติราคาสูงกว่าถึงขาดทุน! ในยุคสมัยที่การเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเรื่องปกติธรรมดา สายการบินโลว์คอสต์ต่างตัดราคาสู้ศึกแย่งชิงผู้โดยสารกันจนได้กำไรกันไม่เว้นแต่ละปี - “ป้าเอื้อง” หรือสายการบินแห่งชาติอย่าง การบินไทยที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2503 กลับมีข่าวเดียวที่ขึ้นพาดหัวได้ใหญ่โต นั่นคือตัวเลขที่ทุบสถิติขาดทุนต่อเนื่องกันแบบรัวๆ จนไตรมาสไหนได้กำไร ดูจะกลายเป็นวาระพิเศษที่ควรเฉลิมฉลอง ถ้าเป็นสายการบินเอกชน มีตัวเลขขาดทุนสะสมกว่า 25,000 ล้าน และไตรมาสล่าสุดขาดทุนไปถึง 3,686 ล้านบาท คงต้องวางแผนฟื้นฟูกันยกใหญ่ เพื่อพลิกกลับตัวเลขจากแดงให้เป็นเขียว แต่ก็นั่นล่ะ… คำว่า "สายการบินแห่งชาติ"มันค้ำคอ ถึงรองนายกรัฐมนตรี สมคิดจาตุศรีพิทักษ์จะลั่นวาจาสะเทือนไปถึงสำนักงานใหญ่ย่านวิภาวดีรังสิตว่า “อย่าคิดว่าเป็นสายการบินของรัฐแล้วจะเจ๊งไม่ได้” แต่การเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่และเก่าแก่ของประเทศ ก็ทำให้อะไรๆ เชื่องช้าเป็นเต่าคลาน แถมมีลับลมคมในตามวาระการเมือง ที่ส่งผลให้แผนการปฏิรูปภายในอุ้ยอ้ายเชื่องช้า แล้วอะไรล่ะที่ทำให้การบินไทยเป็นหนี้เท่าฟ้า ลองมาถอดสมการไปพร้อมๆ กัน ทำงานอุ้ยอ้ายเพราะคำว่ารัฐวิสาหกิจ แม้การบินไทยจะเป็นบริษัทที่มีคำว่า “มหาชน” ห้อยท้ายและอยู่ในตลาดหุ้นเหมือนบริษัทเอกชนอื่นๆ แต่ความเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นเกิน 50% ก็ทำให้รูปแบบการดำเนินงานแตกต่างกับบริษัทเอกชนทั่วไป เพราะในคำว่ารัฐวิสาหกิจก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่นทุกการลงทุนของการบินไทย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องบินใหม่ จัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ต้องขออนุมัติจากหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของ คนกำหนดนโยบาย และตรวจสอบดูแล ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าขั้นตอนในระบบราชการนั่นแสนจะเชื่องช้ายิ่งกว่าเต่าคลานขนาดไหน ในการประกอบธุรกิจการบินที่ว่ากันว่าเป็นธุรกิจปราบเซียนที่ต้องการความฉับไวในการตัดสินใจเพื่อการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี จะได้ทำกำไรได้ การต้องผ่านขั้นตอนแสนจะช้าและถูกกระทรวงการคลัง ครม. เข้ามาเอี่ยว (แบบไม่ได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงธุรกิจการบิน) ก็ทำให้การบินไทยยากที่จะแข่งขันกับสายการบินเอกชนอย่างที่เราเห็นหลักฐานกันจากตัวเลขกำไรขาดทุน แต่ถ้าแผนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเอามาใช้ใหม่ โดยมี “ซูเปอร์โฮลดิ้ง” ซึ่งเป็นบรรษัทที่จะมาเป็นเจ้าของ ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่างๆ เพื่อดูแลนโยบายการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องถูกรัฐครอบงำ ก็น่าจะทำให้เราเห็นประสิทธิภาพการทำงานของการบินไทยที่ดีมากขึ้น ตอนนี้ต้องใช้คำว่า “น่าจะ” ไปก่อนนะ คนทำงานไม่ได้รู้งาน ด้วยความเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ การแต่งตั้งผู้บริหาร คณะกรรมการที่จะมาทำหน้าที่มักจะถูกเปลี่ยนแปลงตามวาระของรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลว่าจะได้ทำงานได้อย่างราบรื่น เป็นไปตามนโยบายของรัฐ (เพราะรัฐเป็นเจ้าของนี่นา) แต่ปัญหาก็คือบางครั้งคนที่ถูกใจฝั่งการเมือง ก็ไม่ได้จะมีความรู้ความสามารถในเรื่องธุรกิจการบินที่ดีพอ และเมื่อเป็นข้าราชการการเมืองที่วันๆ ก็มีเรื่องในกระทรวงให้ต้องดูแลมากพออยู่แล้ว (มีกระทั่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) การจะมาทุ่มเทเวลา พัฒนาธุรกิจการบินของการบินไทยให้พลิกฟื้นกลับมารุ่งเรือง ก็คงเป็นเรื่องยากมากกว่าจะสรรหาเหล่าคณะกรรมการบอร์ด คณะผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางในด้านนี้จริงๆ และอีกเช่นเคย ถ้าแผนการปฏิรูปด้วยซูเปอร์โฮลดิ้งถูกบังคับใช้จริง กลุ่มคนที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการในบรรษัทเจ้าของรัฐวิสาหกิจก็จะสรรหาคนทำงานที่มีความรู้ความสามารถที่ถูกทางเข้ามานั่งทำงาน มากกว่าจะเป็นการจับเอาคนไม่รู้เรื่องการบินแต่มีตำแหน่งทำงานให้กระทรวงเจ้าของบริษัทมานั่งกินเงินเดือน ซึ่งอาจจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ ในแง่ของการบริหาร บริหารต้นทุนไม่เป็น ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจการบินทำกำไรได้ ขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุน ในภาษาธุรกิจของอุตสาหกรรมนี้ เค้าเรียกกันว่า Cost to ASK หรือ Average Seat Kilometer ที่คิดจากต้นทุนรวมทั้งหมด ทั้งการจัดซื้อเครื่องบิน ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ เงินเดือนลูกเรือและนักบิน ฯลฯ อีกจิปาถะ ที่รวมกันแล้วของการบินไทยจะอยู่ที่ประมาณปีละเกือบสองแสนล้านบาท เมื่อนำจำนวนที่นั่งคูณด้วยระยะทางของแต่ละเที่ยวบิน ก็จะได้ตัวเลขนี้ออกมาเป็นต้นทุนต่อที่นั่งต่อหนึ่งกิโลเมตร ยิ่งตัวเลขน้อย โอกาสในการทำกำไรในแต่ละเที่ยวบินก็ยิ่งสูง แต่ตัวเลขในปี 2014 ของเที่ยวบินระยะสั้นในประเทศ การบินไทยอยู่ที่กิโลเมตรที่นั่งละ 3.70 บาท ขณะที่ไทยแอร์เอเชีย อยู่ที่เพียง 1.65 บาท! จริงอยู่ที่การเอาสายการบินโลว์คอสต์มาเทียบอาจจะดูแปลกๆ เพราะฝั่งนั้นไม่ได้มีบริการที่หรูหราฟู่ฟ่า อาหารอลังการเหมือนสายการบินแห่งชาติ แต่อย่างที่บอกว่าค่าใช้จ่ายที่นำมาคิดไม่ได้มีเพียงค่าลูกเรือหรือค่าใช้จ่ายด้านการบริการ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเครื่องบินและการซ่อมบำรุง ซึ่งเราเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาการบินไทยเต็มไปด้วยแบบเครื่องบินมากมาย เพิ่มค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา (ต่างจากไทยแอร์เอเชียที่มีเครื่องแค่รุ่นเดียว) นอกจากนี้ยังมีมรดกเครื่องบินเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะบินแล้วไม่คุ้มทุน กลายเป็นภาระที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แถมยังมีภาระที่ต้องจัดซื้อเครื่องบินอีกกว่า 30 ลำจากสัญญาเก่า กลายเป็นว่าต้นทุนในการบินต่อที่นั่งต่อกิโลเมตรก็ไม่ได้ลดลง ทำให้ราคาตั๋วที่จำเป็นต้องขายไม่สามารถแข่งขันกับสายการบินอื่นๆ ได้ การบินไทยกลายเป็นสายการบินที่จับแต่ตลาดพรีเมี่ยม ที่ยังมีคู่แข่งอีกมากที่ทำได้ดีกว่าในแง่คุณภาพเครื่องบินและบริการ 3 เหตุผลที่ว่ามาน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้การบินไทยยังพบกับตัวเลขแดงเถือกในสมุดบัญชี และการจะแก้ไขปัญหาคงไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แค่รื้อหน้าปะจมูกใหม่ แต่คงต้องรื้อระบบ สร้างกันใหม่หมด เพื่อให้กลับมาพลิกมีกำไร น่าสนใจว่าภาพที่อยากเห็นจะเป็นไปได้จริงแค่ไหน หากรัฐวิสาหกิจไทยยังคงติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิมๆ ถึงจะบ่นจะด่าแค่ไหน คนไทยอย่างเราก็ยังเอาใจช่วย และหวังว่าการกลับมามีกำไรจะไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์แบบทุกวันนี้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างที่เราอยากให้ป้ากลับมายืนหนึ่งอีกครั้ง!! ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. สั่งห้ามบริษัท องค์กรที่ไม่ได้ใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ หรือ AOC ให้ระงับการเดินอากาศตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึง 31 มกราคม ปีหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำ และการตรวจสอบมาตรฐานการบินของ ไอเคโอ ที่จะเดินทางมาตรวจมาตรฐานการบินระหว่างวันที่ 20 ถึง27 กันยายนนี้ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า คำสั่งนี้ จะทำให้ บริษัท และ สายการบินที่ไม่มีใบรับรอง AOC ห้ามจัดเที่ยวบินระหว่างประเทศ มีทั้งหมด 12 สายการบิน คือ บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด ,บริษัท โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ จำกัด ,บริษัท ไทยเวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค จำกัด ,บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ,บริษัท เจ็ท เอเชีย แอร์เวย์ จำกัด ,บริษัท เอซี เอวิเอชั่น จำกัด ,บริษัท สยามแลนด์ ฟลายอิ้ง จำกัด ,บริษัท เอเชีย แอทแลนติก แอร์ไลน์ จำกัด ,บริษัท วีไอพี เจ็ทส์ จำกัด ,บริษัท เอช เอส เอวิเอชั่น จำกัด ,บริษัท แอ็ดวานซ์ เอวิเอชั่น จำกัด และบริษัท สกาย วิว แอร์เวย์ จำกัด ขณะที่ สายการบินที่ผ่านการตรวจสอบ และสามารถให้บริการได้ตามปกติขณะนี้ มีทั้งสิ้น 9 ราย เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทย แอร์เอเชีย จำกัด เป็นต้น ส่วนปัญหาความล่าช้าการตรวจคนเข้าเมือง จนทำให้เกิดความแออัดในพื้นที่สนามบิน หัวหน้า คสช. เตรียมใช้อำนาจ มาตรา 44 ออกคำสั่งยกเลิก การกรอกใบแบบฟอร์มขาเข้าและออก หรือ ตม.6 กับบุคคลสัญชาติไทย แต่ยังคงให้บุคคลต่างด้าวที่ต้องการเดินทางเข้าเมือง ต้องกรอกแบบฟอร์มอยู่ แต่จะลดการกรอกข้อมูลบางประเภทลงเพื่อความรวดเร็ว ที่มา ไลน์ทูเดย์
×