Jump to content
aeize.com 4.3.6

Search the Community

Showing results for tags 'ไอโฟน'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 17 results

  1. iPhonemod ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับคนที่จะ Downgrade iOS โดยเฉพาะ iPhone, iPad รุ่นเก่า เพราะตอนนี้ Apple เปิดประตูให้ดาวน์เกรด iPhone, iPad หลายรุ่น กลับไป iOS 10 9 8 7 6 ได้ Apple เปิดประตูให้ดาวน์เกรด iPhone, iPad หลายรุ่น กลับไป iOS 10 ถึง 6 ได้ ดาวน์เกรดทำไม ปกติแล้ว Apple จะไม่เปิดให้ดาวน์เกรด iOS กลับไปยัง iOS เวอร์ชัั่นเก่าๆ แต่ตอนนี้ (ม.ค. 2018) เราสามารถทำได้โดยไม่ต้อง Jailbreak เครื่อง ทำให้อุปกรณ์รุ่นเก่าอย่าง iPhone 5, iPhone 5c, iPad mini 1 และอื่นๆ สามารถกลับไปใช้ iOS ในเวอร์ชั่นที่เปิดตัวและมาพร้อมอุปกรณ์นั้นๆ ได้ ทำให้อุปกรณ์รุ่นเก่าๆ อย่างเช่น iPhone 5s ที่ใช้ iOS 11 แล้วเครื่องช้า เมื่อกลับไปใช้ iOS 10 ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะเป็น iOS ที่ไม่ได้เป็นรุ่นล่าสุด จึงใช้ทรัพยากรน้อย ความเสี่ยงการดาวน์เกรด ข้อมูลหาย หรือใช้ไม่ได้เมื่อกลับไปใช้ iOS เวอร์ชั่นเก่าๆ ไม่สามารถเข้าใช้งาน App Store เพื่อดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปเวอร์ชั่นใหม่ๆ ได้ ความปลอดภัยเครื่องต่ำ เนื่องจากมีช่องโหว่ และปัญหามากมายที่ Apple ไม่ได้แก้ไขในเวอร์ชั่นนั้น รายชื่ออุปกรณ์ที่ดาวน์เกรดได้ และทดลองมาแล้ว รายชื่ออุปกรณ์ที่ดาวน์เกรดได้ (ทดลองแล้ว) มีดังนี้ iPad mini 1 ดาวน์เกรดจาก iOS 9.3.5 มาเป็น iOS 6.1.3 ได้ iPhone 5s ดาวน์เกรดจาก iOS 11.2 มาเป็น iOS 10.2 ได้ สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ ที่อัปเดตได้จะรายงานให้ทราบภายหลังครับ ตรวจสอบรายชื่อ iOS ที่ดาวน์เกรดได้ใน iPhone, iPad แต่ละรุ่น สามารถเข้าไปตรวจสอบรายชื่ออุปกรณ์ที่สามารถ Downgrade กลับไปเวอร์ชั่นต่างๆ ได้เว็บไซต์ https://ipsw.me/ ตัวอย่างวิธีดาวน์เกรด iOS ผ่านโปรแกรม 3uTools ผ่าน iTunes แบบข้อมูลไม่หาย ผ่าน iTunes แบบล้างเครื่อง (ข้อมูลหาย) ชมวิดีโอเพิ่ตเติมนี่ https://www.facebook.com/iPhonemod/videos/10155986157083320/ ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. MThai.com - Tech แม้จะชดเชยด้วยการลดราคาแบตเตอรี่ iPhone ตั้งแต่iPhone 6 ขึ้นไปก็ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอนะครับเพราะล่าสุด Apple โดนฟ้องร้องกว่า 26 คดี ทั่วโลกแล้วโดยในสหรัฐอเมริกาโดนฟ้องไปแล้วกว่า 24 คดี ซึ่งเป็นแบบรวมกลุ่มกัน หลังจากที่ Apple ออกมายอมรับว่าแอบลดประสิทธิภาพ iPhone รุ่นเก่าตั้งแต่การปล่อยอัพเดท iOS 10.2.1 ที่ออกมาให้กับ iPhone 6, iPhone 6 Plus, iPhone 6s,iPhone 6s Plus และ iPhone SE เพื่อแก้ปัญหา iPhone ปิดเครื่องเอง โดยผู้ฟ้องร้องส่วนใหญ่ต้องการให้ Apple ชดเชยด้วยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรี หรือคือนเงินให้ลูกค้าได้ซื้อ iPhone รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าพร้อมทั้งให้ Apple ระบุข้อความอธิบายลงใน iOS เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่า การเปลี่ยนแบตเตอรี่สามาป้องกันการชะลอประสิทธิภาพลงได้ ทั้งนี้ Apple ได้ออกมาชดเชยเบื้องต้นด้วยการลดราคาแบตเตอรี่ iPhone ตั้งแต่ iPhone 6 ขึ้นไปในราคา 1000 บาทแล้วซึ่งจะมีผลเฉพาะปี 2018 และจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ลงใน iOS เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบแบตเตอรี่ได้สะดวกมากขึ้นแล้ว ซึ่ง Apple ยืนยันว่าหลังจาก iPhone เปลี่ยนแบตแล้วเครื่องจะกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพแน่นอน แต่ซอฟต์แวร์ที่ลดประสิทธิภาพเครื่อง จะยังอยู่เหมือนเดิมและขยายไปถึง iOS 11.2 สำหรับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ด้วย ที่มา Macrumors ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  3. iPhonemod สื่อต่างประเทศรายงานว่า Apple อาจเปิดตัวและเปิดขาย iPhone SE 2 รุ่นอัปเดตสเปคช่วงต้นปี 2018 นี้ หลังจากที่ไม่เคยอัปเดตสเปค iPhone SE เลย iPhone SE 2 รุ่นอัปเดตสเปค Economic Daily News รายงานข้อมูลว่า Apple อาจเปิดตัว iPhone SE 2 โดยเป็นรุ่นที่ผลิตและประกอบโดย Wistron ในประเทศอินเดีย ซึ่งจะเป็นรุ่นที่อัปเดตสเปคเป็นหลัก และคาดวันเปิดตัวจะอยู่ในช่วงต้นปี 2018 หรือช่วงมี.ค. 2018 ในรายงานของเว็บไซต์ Tekz24 ประเทศอินเดียเผยว่า iPhone SE 2 จะเป็นรุ่นที่อัปเดตสเปคจากรุ่นแรกเป็นหลัก โดยในรุ่นใหม่นี้จะใช้ชิพ A10 Fusion, RAM 2GB, ความจุ 32GB / 128GB, กล้องหน้า 5MP / กล้องหลัง 12MP และแบตเตอรี่ 1,700 mAh อย่างไรก็ตาม Tekz24 ไม่ได้เป็นเว็บไซต์รายงานข่าวที่เป็นที่รู้จักกันมากเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียงการคาดการณ์และอาจเป็นข่าวลือเท่านั้น Apple เปิดตัว iPhone SE ครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2016 เป็น iPhone รุ่นจอเล็กที่ได้รับความนิยมมาก แต่ทาง Apple เองก็ไม่ได้อัปเดตรุ่นใหม่เลยมีเพียงการปรับความจุเท่านั้น โดยผู้ซื้อหลายรายกำลังเฝ้ารอ iPhone จอเล็กนี้อยู่ว่าจะมีการอัปเดตหรือไม่ และจะอัปเดตอย่างไร ซึ่งภาพแนวคิดที่ปล่อยมาช่วงนี้ ก็อยากให้เป็นการผสมผสานระหว่างiPhone SE ก้ับ iPhone X นั่นเอง ที่มา – macrumors ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  4. Beartai.com ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบ iPhone X เมื่อล่าสุดมีผู้ใช้งานที่บอกว่าตนเป็นแฟนตัวยงของ Apple นั้นรู้สึกไม่ประทับใจ iPhone X เป็นอย่างมาก แถมคืนเครื่องให้ Apple เลยด้วย แฟนตัวยองของ Apple กล่าวว่า “ผมเนี่ยแฟนตัวยงของ Apple แต่ iPhone X มันไม่น่าใช้เป็นอย่างมาก เพื่งได้เครื่องวันศุกร์ที่ผ่านมา วันอาทิตย์ผมก็คืนเครื่องให้ Apple แล้ว รอยบากข้างบนมันน่ารำคาญมาก หน้าจอ OLED ก็ไม่ได้ดีกว่าหน้าจอ LCD บน iPhone 6s Plus เท่าไหร่ ไม่มีตัวแสดงเปอร์เซนแบตเตอรี่เนื่องจากเนื้อที่ไม่พอ แถมต้องใช้นิ้วปัดเลื่อนไปมาสร้างความยุ่งยากมาก ไม่มีอุปกรณ์สำหรับ Fast Charge มาในกล่องอีก ที่เด็ดเพียงอย่างเดียวก็คงเป็น Animoji ตัวใหม่เท่านั้นแหละ” แตกต่างจาก iPhone รุ่นก่อนหน้านี้ที่มีรูปแบบการใช้งานค่อนข้างง่าย แต่สำหรับ iPhone X นั้นต้องเรียนรู้การใช้งานใหม่ค่อนข้างมากเนื่องจากเปลี่ยนจากปุ่มโฮมจริงๆ เป็นปุ่มโฮมเสมือน หรือ Home indicator นั่นเอง จากนั้นเขาก็กลับไปใช้ Galaxy Note 8 ที่ตอบสนองต่อการทำงานของตนมากกว่า อ้างอิง ดูข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  5. Siamphone Samsung Mobile ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำเรื่องแสบๆ คันๆ ให้กับสาวก Apple ด้วยการปล่อยวิดีโอโฆษณาแจงเหตุเป็นลำดับว่า ทำไมแฟนขาประจำของ iPhone จึงมีความคิดที่เปลี่ยนมาใช้ Samsung Galaxy Note 8 ในปัจจุบัน โดยวิดีโอมีความยาว 1 นาทีและเริ่มเรื่องจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งมองไปยังปรากฏการณ์ต่อแถวซื้อ iPhone รุ่นแรกในปี 2007 จนสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไปซื้อมาใช้ ต่อมาในปี 2010 เป็นจุดเริ่มต้นของการแซะ ซึ่งปีนั้นน่าจะเป็น iPhone 4 โดยเด็กหนุ่มคนเดิมได้ใช้ถ่ายรูปรถของเขา แต่กลับพบว่าหน่วยความจำเต็มไม่สามารถถ่ายรูปได้ ถัดมาในปี 2013 ตัวเอกคนเดิมได้เกาะกล่อง iPhone 5s จากนั้นภาพก็ตัดไปที่ตัวเอกกำลังเดินไปหาหญิงสาวคนหนี่งเหมือนกับไปขอเบอร์ และในระหว่างแลกเบอร์กันฝ่ายหญิงได้ใช้ Samsung Galaxy Note 3 ที่มาพร้อม S Pen ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสมาร์ทโฟน 2 เครื่องทั้งการใช้งานและการแสดงผลของหน้าจอ จากนั้นในปี 2016 ตัวเอกได้โพล่มาเซอร์ไพรส์แฟนสาวที่กำลังใช้งาน Samsung Galaxy S7 ถ่ายรูปตรงท่าเรือ และอยู่ดีๆ ทั้งคู่ก็ตกน้ำลงไปพร้อมสมาร์ทโฟน แต่ตอนนั้น Samsung Galaxy S7 ได้รับมาตรฐาน IP68 จึงสามารถนำมาใช้งานต่อได้ทันทีพร้อมแสดงรูปที่ถ่ายได้มาให้เห็น ส่วน iPhone ต้องโยนลงบนข้าวสารเพื่อลดความชื่นเสียก่อน สุดท้ายในปี 2017 ทั้ง 2 คนที่น่าจะเป็นสามีภรรยากันแล้ว โดยฝ่ายชายได้เปิดกล่อง iPhone เครื่องใหม่ที่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร พร้อมกับต้องต่อสายระโยงระยางเต็มไปหมดในขณะฟังเพลง ผิดกับฝ่ายหญิงที่ใช้ Samsung Galaxy Note ที่รองรับการชาร์จไร้สายและหน้าจอเป็นแบบไร้ขอบ Full Screen ทำให้ฝ่ายชายตัดสินใจไปซื้อ Samsung Galaxy Note 8 มาใช้งานพร้อมกับเมินไปต่อแถวซื้อ Apple iPhone X (ในฉากนี้มีใส่ความตลกลงไป ตรงคนที่ต่อแถวซื้อ iPhone X มีผู้ชายไว้ทรงผมเหมือนหน้าจอที่โหวอยู่ด้านบน) ทั้งหมดก็เป็นเพียงบางเหตุผลว่าทำไมแฟนพันธุ์แท้ของ iPhone กลับมีแนวคิดที่เปลี่ยนมาใช้ Samsung Galaxy Note 8 ในปัจจุบัน และทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานแล้วว่าอยากจะลองอะไรใหม่ๆ หรือไม่ ภายใต้แคมเปญที่ว่า "พัฒนาสู่ Galaxy" แต่ย้ำไว้ก่อนว่านี้ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบจากทางเราแต่อย่างใด เพราะทั้งหมดในวิดีโอเป็นการโฆษณาจากทาง Samsung ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  6. Beartai.com Portrait mode บน iPhone รุ่น Plus เป็นฟีเจอร์ที่ใช้ประโยชน์ได้มาก อย่างแมกกาซีนบางเล่มก็ใช้รูปที่ถ่ายจาก iPhone 7 Plus แต่ถ้าหากคุณต้องการเอฟเฟคที่มากขึ้นจากเดิม แอปพลิเคชั่นนี้ช่วยคุณได้ “Focos” แอปพลิเคชั่นตัวนี้จะช่วยเพิ่มเอฟเฟคโบเก้ของรูปภาพได้มากขึ้น ซึ่งผู้พัฒนากล่าวว่า “มันคือโบเก้จริงๆ” และเมื่อตัดสินจากรูปแล้ว มันดูดีอย่างที่กล่าวจริงๆ ฟีเจอร์เด็ดๆ ที่น่าสนใจมีอีกหลายอย่าง เช่น การเลือกโฟกัสหลังจากถ่ายภาพไปแล้ว สามารถเลือกลักษณะของโบเก้ได้ และยังสามารถดูภาพพอร์ทเทรทในโหมดสามมิติได้อีกด้วย แอปพลิเคชั่น Focos รองรับเฉพาะ iPhone ที่มีกล้องคู่เท่านั้น ได้แก่ iPhone 7 Plus, iPhone 8 Plus และ iPhone X แต่ใช้งานได้เฉพาะบน iOS 11 เท่านั้น (เพราะ iOS 11 เพิ่งเปิดให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงแผนที่ระยะชัดในรูปถ่ายได้ ทำให้แอปต่างๆ สามารถใช้ข้อมูลนี้ทำเอฟเฟกชัดลึกชัดตื้นได้) ใครสนใจสามารถดาวน์โหลดได้เลย ผ่าน App Store อ้างอิง ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  7. TNN24 ช่อง 16 iPrice สำรวจพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อ iPhone 8 และ iPhone X ผ่านการเสิร์ช พบว่าแค่1สัปดาห์หลังเปิดตัวก็โดนเมินซะแล้ว วันนี้(3 ต.ค. 60)บริษัท iPrice ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าออนไลน์ในอาเซียน ได้ศึกษาพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อ iPhone 8 และ iPhone X ผ่านการเสิร์ชใน Google พบว่า เพียงแค่ 1 สัปดาห์หลังเปิดตัว iPhone8 พบว่าสาวกไอโฟนในไทยให้ความสนใจน้อยกว่ารุ่นก่อนๆ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า iPhone 8 ไม่มีลูกเล่นใหม่บวกกับสื่อต่างให้ข่าวว่ารุ่นนี้สร้างความผิดหวังมากที่สุด ในขณะที่ iPhone X ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ กลายเป็นรุ่นที่คนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯและภาคใต้ เช่น จ.สงขลาให้ความสนใจมากกว่า ส่วนคนภาคเหนือ กลับสนใจ iPhone 7 มากกว่า โดยจังหวัดในภาคเหนือ ที่มีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ iPhone 7 มากที่สุด ได้แก่ เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, น่าน, พะเยา และอุตรดิตถ์ นอกจากนี้ ยังพบว่ารายได้เฉลี่ยของคนแต่ละภาค ก็มีผลต่อความสนใจไอโฟนแต่ละรุ่นด้วย โดยพบว่าคนภาคใต้และภาคตะวันออกที่มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนมากกว่าภาคอื่นคือ 25,209 บาทและ 29,229 บาทตามลำดับ สนใจ iPhone X มากกว่า ขณะที่คนภาคเหนือ มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำเพียง 18,274 บาท ให้ความสนใจ iPhone รุ่นก่อนอย่างiPhone 7 มากกว่า แม้จะเพิ่งเปิดตัวไอโฟน 8 และไอโฟน X แต่พบว่าคนไทยยังสนใจไอโฟนรุ่นเก่า เพราะมีการลดราคาโดยผลสำรวจการเสิร์ชหาราคาจาก Google พบว่า คนไทยเสิร์ชหาราคาของ iPhone 6 และ 7 มากกว่า iPhone 8 และ iPhone X ด้วยเหตุผลดังนี้ 1. เนื่องจากทั้งโอเปอร์เรเตอร์ค่ายมือถือ และร้านค้าออนไลน์ อย่าง Lazada มีการออกแคมเปญลดราคา iPhone 6 และ 7 ในขณะที่ในไทยยังไม่มีการกำหนดราคา iPhone 8 และ X อย่างเป็นทางการ จึงส่งผลให้คนไทยยังไม่ให้ความสนใจต่อ iPhone 8 และ iPhone X เท่าที่ควร ข่าวต้นฉบับ
  8. iOS ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ให้ความปลอดภัยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์อยู่มากมาย รวมถึงฟีเจอร์ที่คุณอาจจะยังไม่รู้มาก่อนด้วย ลองมาดู 5 ฟีเจอร์ที่จะทำให้ iPhone ของคุณมีประโยชน์มากขึ้น กันครับ 5 ฟีเจอร์ที่จะทำให้ iPhone ของคุณมีประโยชน์มากขึ้น 1. ให้ Siri อ่านแทน Siri ถือเป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมและมีความสำคัญเป็นอย่างมากใน iOS ทั้งให้ข้อมูลที่แม่นยำ ช่วยจดบันทึก เตือนความจำ ค้นหาเบอร์โทร และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงการตั้งค่าเพิ่มความสามารถให้ Siri อ่านข้อความแทนคุณได้อีกด้วย โดยสามารถเข้าไปเปิดการตั้งค่าทั้ง 2 ฟีเจอร์ ได้แก่ Speak Selection (อ่านข้อมูลเฉพาะที่เลือก) และ Speak Screen (อ่านข้อมูลทั้งหน้าจอ) ได้ที่ Settings > General > Accessibility > Speech > Speak Selection ปรับเป็น On และ Speak Screen ปรับเป็น On นอกจากนี้คุณยังสามารถตั้งค่าให้ Siri อ่านข้อความไปด้วยและไฮไลต์ข้อความในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย ตั้งค่าได้ที่ Highlight Content ปรับให้เป็น On เมื่อเปิดใช้งาน Speak Selection แล้ว เมื่อเลือกข้อความในหน้าจอจะมีปุ่ม Speak โผล่ขึ้นมาในแถบเมนู และเมื่อเปิดใช้งาน Speak Screen แล้ว เราสามารถใช้งานได้โดยการใช้ 2 นิ้ว แตะและรูดลงมาจากด้านบนของหน้าจอ เพื่อให้ Siri อ่านข้อความในหน้าจอทั้งหมด โดยจะมีแถบเมนูให้ปรับความเร็วในการพูดของ Siri และเลื่อนข้อความย้อนกลับหรือไปข้างหน้าได้ 2. แจ้งเตือนเมื่อถึงสถานที่สำคัญ แอป Reminders เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งช่วยจดจำและแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงเวลาที่สำคัญ และดียิ่งขึ้นไปอีกที่แอป Reminders สามารถใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ติดตามตำแหน่ง (Location-Based) ในระบบ iOS ได้ เช่น เมื่อคุณต้องการให้แจ้งเตือนให้โทรหาแม่เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้าน เพียงคุณพูดสั่งการ Siri ด้วยคำว่า “เตือนฉันให้โทรหาเบอร์แม่เมื่อฉันอยู่ที่บ้าน” และเมื่อคุณเดินทางมาถึงบ้านแอป Reminders ก็จะแจ้งเตือนให้คุณได้ทราบในทันที โดยสามารถเข้าไปเปิดการตั้งค่าทั้ง 2 ที่ ได้แก่ Settings > Privacy > Location Services > Reminders > เลือกเป็น While Using the App และ Settings > Privacy > Location Services > System Services > Location-Based Alerts > ปรับเป็น On สำหรับการแจ้งเตือนที่ถูกต้อง จำเป็นต้องเข้าไปตั้งค่าที่อยู่ของตัวเองในแอป Contacts แล้วเท่านั้น โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Contacts > My Card > Edit > add address ตั้งค่าที่อยู่ให้ถูกต้อง แล้วกด Done หมายเหตุ: สำหรับการประยุกต์ใช้กับสถานที่อื่นก็จำเป็นต้องเพิ่มที่อยู่ของสถานที่นั้นในแอป Contacts ด้วยเช่นกัน 3. การสั่นของ iPhone จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ในระบบ iOS ของ Apple จะมีชุดรูปแบบของการสั่นของ iPhone อยู่ประมาณ 9 แบบ ซึ่งมันอาจยังไม่โดนใจสำหรับใครหลาย ๆ คนที่ต้องการระบบสั่นที่เป็นของตัวเอง เพื่อใช้สั่นเตือนข้อความเข้า, อีเมล, แจ้งเตือนต่าง ๆ หรือ AirDrop เป็นต้น โดยคุณสามารถกำหนดรูปแบบการสั่นของตัวเองได้ โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Sounds & Haptics > Sounds and Vibration Patterns > เลือกส่วนที่ต้องการกำหนด เช่น Ringtone > Vibration > Create New Vibration นอกจากนั้น คุณยังสามารถตั้งค่ากำหนดการสั่นให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งภายใน Contacts ได้ โดยสามารถตั้งค่าได้ที่ Contacts > เลือกบุคคลที่ต้องการ > Edit > Ringtone หรือ Text Tone > Vibration > Create New Vibration หมายเหตุ: Ringtone ใช้เมื่อมีการโทรเข้า ส่วน Text Tone ใช้เมื่อมีข้อความเข้า 4. การเปิด Location สามารถบอกสถานที่ที่ไปบ่อยที่สุดได้ แน่นอนว่าหากคุณเปิด Location บริการติดตามตำแหน่งในอุปกรณ์ iOS นั้นย่อมมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ช่วยติดตามตำแหน่ง iPhone เมื่อหล่นหาย, ช่วยค้นหาร้านกาแฟหรือโรงหนังที่อยู่ใกล้เคียง หรือบอกวิธีการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้ง่าย ๆ ผ่านแอป Maps ใน iOS แต่สิ่งที่หนึ่งที่คุณอาจยังไม่ทราบ คือ Location ตัวติดตามตำแหน่งนั้น ยังสามารถบอกสถานที่ที่คุณไปบ่อยสุดได้อีกด้วย ในส่วนของการเปิดการตั้งค่าตัวติดตามตำแหน่งสถานที่ที่ไปบ่อยนั้น สามารถเข้าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่ Settings > Privacy > Location Services > System Services > Frequent Locations > ปรับให้เป็น On เมื่อปรับการตั้งค่าแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะสามารถเห็นสถานที่ที่คุณไปบ่อยที่สุดตามเมืองต่าง ๆ บนแอป Maps ใน iOS สามารถแตะที่สถานที่นั้น ๆ เพื่อดูเวลาที่คุณอยู่ในสถานที่นั้นนานเพียงใดได้ หมายเหตุ: สำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถกด Clear History เพื่อล้างประวัติเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปบ่อยได้ 5. iPhone Storage หากคุณเป็นเจ้าของ iPhone ที่มีพื้นที่เพียง 32 GB ที่ยิ่งใช้ยิ่งน้อยจนไม่เพียงพอ ฟีเจอร์ iPhone Storage อาจตอบโจทย์ และใน iOS 11 ฟีเจอร์ iPhone Storage ยังได้มีการปรับปรุงแถบแสดงสัดส่วนการใช้ข้อมูลในอุปกรณ์ว่า ข้อมูลประเภทใดใช้พื้นที่ในอุปกรณ์เป็นสัดส่วนเท่าไหร่? มีพื้นที่ว่างเท่าไหร่? โดยคุณสามารถเข้าไปดูแอปที่ใช้ข้อมูลเป็นจำนวนมากและลบแอป ได้ที่ Settings > General > iPhone Storage > เลือกแอปที่ต้องการลบ สำหรับ iOS 11 ยังมีอีกหนี่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจใน iPhone Storage คือ Offload Unused Apps ที่ใช้สำหรับลบแอปที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานานออกไปโดยอัตโนมัติ โดยที่ข้อมูล เอกสาร รูปภาพ หรือบันทึกเกมของแอปนั้น ๆ ไม่หายไป สามารถโหลดติดตั้งกลับมาใช้งานใหม่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยสามารถเปิดการตั้งค่าได้ในช่อง Offload Unused Apps และกด Enable ข้อแนะนำเพิ่มเติม: สำหรับแอปที่มีการอัปเดตหลายเวอร์ชันเป็นเวลานาน เช่น Facebook, Messenger, Line เป็นต้น จะมีเนื้อที่เก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นเยอะขึ้นตามเวอร์ชันที่อัปเดต คุณสามารถเข้าไปเลือกแอปในหน้า iPhone Storage เพื่อไปกดลบแบบ Offload App และกดติดตั้งกลับมาใหม่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลที่ไม่จำเป็นได้โดยข้อมูลรูปภาพของคุณจะไม่หายแต่อย่างใด ศึกษา 4 วิธีตั้งค่าให้ iPhone มีพื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นใน iOS 11 ได้ที่นี่ ที่มา – AppAdvice ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  9. ผู้ค้าปลีกในอินเดียเผย ยอดขายไอโฟน 8 และไอโฟน 8 พลัสในวันศุกร์ที่ผ่าน ซึ่งเป็นวันที่วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในอินเดีย ทำได้แค่ 1 ใน 3 ของสินค้าที่สั่งมาสำหรับเตรียมจำหน่ายเท่านั้น พร้อมระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่ไอโฟนรุ่นเรือธงเจอปรากฏการณ์เช่นนี้ แม้จะเป็นสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ทำให้เกิดความผิดหวังตามมาได้เช่นกัน โดยที่ผ่านมา ไอโฟนจะเป็นสินค้าที่ขายหมดสต็อกได้อย่างรวดเร็ว เพียงหนึ่งชั่วโมงก็ต้องปิดการจำหน่ายแล้ว แต่สำหรับสถานการณ์ของไอโฟน 8 และไอโฟน 8 พลัสนั้นต่างออกไป โดยมีสินค้าเหลืออยู่ถึง 2 ใน 3 ของสินค้าที่สั่งมาเลยทีเดียว ผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอินเดียรายหนึ่ง (ไม่ประสงค์เปิดเผยนาม) กล่าวว่า ส่วนหนึ่งมาจากไอโฟนเท็น (iPhone X) ที่มีนวัตกรรมด้านการออกแบบและฟีเจอร์ต่าง ๆ เหนือกว่า ทำให้ผู้บริโภคมองข้ามไอโฟน 8 และไอโฟน 8 พลัสไปอย่างน่าเสียดาย "นี่เป็นการเปิดตัวที่แย่ที่สุดของไอโฟนรุ่นใหม่ในอินเดียเท่าที่เคยพบมา ไม่มีคนมาต่อคิวเหมือนปีก่อน ๆ ไม่มีความต้องการสำหรับสีพิเศษ จากที่ลูกค้าเคยเดินเข้ามา ตอนนี้พนักงานขายของเราต้องออกไปเรียกลูกค้าแทน" เจ้าของร้านตัวแทนจำหน่ายของแอปเปิลในอินเดียรายหนึ่งกล่าว นอกจากนี้ ยอดจองไอโฟน 8 และไอโฟน 8 พลัสในอินเดียยังพบว่ามีเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยอดจองของไอโฟน 7 และไอโฟน 7 พลัสเมื่อปีที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ต่างจากในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือจีนแผ่นดินใหญ่เลย โดยในปีนี้ มีคนที่แสดงตัวว่าซื้อไอโฟนรุ่นใหม่น้อยลง และต่างมุ่งไปรอไอโฟนเท็นกันเป็นส่วนใหญ่ มากไปกว่านั้น หากเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับไอโฟน 8 สิ่งที่ปรากฏตามมาก็คือ บทความประเภทที่ว่า "เพราะเหตุใดที่เราไม่ควรซื้อไอโฟน 8" (หรือก็คือให้รอไอโฟนเท็นกันเถอะ) อยู่เต็มไปหมดอีกด้วย ไอโฟนที่ไต้หวัน - ญี่ปุ่นมีรายงานเจอฝาเครื่องระเบิด อีกหนึ่งปัญหาน่ากังวลของแอปเปิลก็คือ มีรายงานว่า ผู้ใช้ไอโฟนในไต้หวันและญี่ปุ่นพบปัญหาเกี่ยวกับตัวเครื่อง โดยกรณีของไต้หวันนั้นเป็นไอโฟน 8 ที่มีอาการของกรอบฝาหลังของเครื่องแตกออก ซึ่งผู้ใช้งานระบุว่า อาการดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างชาร์จแบตเตอรี่โดยใช้สายชาร์จของแท้ของแอปเปิลที่มาในเครื่องด้วย ส่วนในญี่ปุ่นเป็นไอโฟน 8 พลัส นั้นระบุว่า โทรศัพท์ที่บรรจุมาในกล่องนั้นได้รับความเสียหาย โดยตัวเครื่องแยกออกจากกัน ด้านแอปเปิลได้เข้าทำการตรวจสอบทั้ง 2 เรื่องแล้ว แต่ไม่มีการให้ความเห็นใด ๆ ในขณะนี้ ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  10. เป็นครั้งแรกสำหรับ iPhone ที่มีราคาขายเริ่มต้นสูงถึง 1,000 เหรียญฯ (ประมาณ 33,000 บาท) ซึ่งก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยจากลูกค้าบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ Tim Cook ก็ยืนยันว่าราคาของ iPhone X นั้นสมเหตุสมผลแล้ว เมื่อแลกกับความสามารถในตัวของสมาร์ทโฟน ทั้งนี้ Cook ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างไปออกรายการสด Good Morning America ทางช่อง ABC โดยเขาได้ตอบคำถามของผู้ชมที่ส่งเข้ามาและเน้นย้ำว่า แม้ในช่วงหลังราคาสมาร์ทโฟนในตลาดจะตกลงมา แต่ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อ iPhone X นั้นจะตัดสินใจด้วยเหตุผลด้านคุณภาพ ซึ่ง iPhone X มีเทคโนโลยีที่สูงกว่าอุปกรณ์ gadget เจ้าอื่น ๆ ในตลาด ขณะเดียวกัน สื่อไอทีต่างประเทศก็แสดงบทวิเคราะห์ว่า ราคาของ iPhone X นั้นสะท้อนกลุ่มเป้าหมายของ Apple ไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ ประการแรกคือกลุ่มคนซื้อ iPhone X นั้นจะเป็นกลุ่มลูกค้า Apple ที่มี iPhone อยู่แล้ว และต้องการจะ ‘อัปเกรด’ มาเป็นรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับโปรแกรมรับเทรดเครื่อง iPhone รุ่นเก่ามาแลกซื้อ iPhone X ในราคาที่ถูกลง (และอาจถูกกว่า 1,000 เหรียญฯ) นั่นหมายความว่า iPhone X นั้นไม่ใช่สินค้าสำหรับคนที่คิดจะเปลี่ยนมาใช้ iOS แต่เป็นลูกค้าระดับพรีเมียม ที่มา ไลน์ทูเดย์
  11. หลายคนคงมีคำถามที่คิดแล้วคิดอีกในทุกๆ ปีว่าทำไมสมาร์ทโฟนในแต่ละแบรนด์ในระดับ High-End ถึงมีราคาที่ดูแพงและเอื้อมไม่ถึง โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจากค่ายแอปเปิ้ล (Apple) อย่างไอโฟน (iPhone) ที่สาวกทุกคนคงจะมานั่งลุ้นราคาเปิดตัวกันแทบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากเราลองมาวิเคราะห์และสังเกตกันดูดีๆ ก็จะพบว่าไอโฟนในแต่ละปีที่เปิดวางจำหน่ายมีราคาที่เหมาะสมและไม่ได้แพงไปกว่าเดิมมากจนเกินไป ซึ่งเราจะมาลองแยกเหตุผลบางประการที่ทำให้สมาร์ทโฟนจากค่ายนี้ดูมีราคาที่แพงเกินจริงกัน ดังนี้ 1. แอปเปิ้ลไม่ได้ใช้ลงทุนไปกับดีไซน์และนักวิศวกรของตัวเองเท่านั้น การที่จะผลิตการสมาร์ทโฟนเครื่องๆ หนึ่งนั้น นอกจากเรื่องดีไซน์และกำลังคนแล้ว ยังต้องดูถึงเรื่องฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์ภายในเป็นหลักด้วย โดยเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าระบบปฏิบัติการ iOS ของแอปเปิ้ลนั้นเน้นเรื่องของความเสถียรและความละเอียดเป็นทุนเดิมมาตั้งแต่แรก และนั่นก็ต้องยิ่งทำการลงทุนพัฒนาให้ระบบฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์ทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดีเพิ่มขึ้นไปอีก 2. ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลส่วนใหญ่จะเป็นระดับ High-End มาตั้งแต่แรก อย่างที่เราทราบกันดี แอปเปิ้ลมักจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนของตัวเอง (ไอโฟน) เพียงปีละครั้งเท่านั้น และแต่ละครั้งบริษัทจะวางแผนกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์ คือ ระดับ High-End หรือระดับท็อปสุดอยู่แล้วนั่นเอง ทำให้ส่งผลถึงราคาที่ต้องสูงตามไปด้วย ทั้งนี้ หากมองในมุมการตลาดด้านกลยุทธ์ราคา ( Price Strategy) แอปเปิ้ลจะมีผลิตภัณฑ์ที่ตั้งราคาตามคุณภาพ, ต้นทุน, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการยอมรับในราคาของลูกค้าที่มีความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) ของบริษัท 3. ราคาเปิดตัวไอโฟนในแต่ละปีมีราคาใกล้เคียงกันอยู่แล้ว นับตั้งแต่ที่โลกเข้าสู่ยุคสัญญาณอินเทอร์เน็ต 3G จนมาถึง 4G ในปัจจุบัน ราคาของไอโฟนที่รองรับทั้ง 2 คลื่นสัญญาณ (3G และ 4G) ก็จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นตามเทคโนโลยีที่ดีขึ้น (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ) โดยเราจะสรุปราคาตามข้อมูลด้านล่างนี้ จากราคาเปิดตัวไอโฟนรุ่นต่างๆ ข้างต้น โดยหากเรามองถึงรุ่นที่มีความจุของหน่วยความจำภายใน (ROM) ตั้งแต่ 16GB ขึ้นไป ซึ่งเป็นความจุขั้นต่ำในสมาร์ทโฟนปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าแอปเปิ้ลได้ตั้งแต่ราคาที่มีความใกล้เคียงกันมาตั้งแต่แรก และจากเหตุผลข้างต้นทั้งหมดนี้ สามารถสรุปได้อย่างสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ แอปเปิ้ลมีการวางแผนทางการตลาดที่เน้นสมาร์ทโฟนระดับ High-End หรือระดับท็อปตามภาพลักษณ์ของบริษัทจึงทำให้เกิดมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่สูงตามไปด้วยนั่นเอง ที่มา ไลน์ทูเดย์
  12. เทคโนโลยี FaceID ของแอปเปิล (Apple) ในงานอีเว้นท์เปิดตัวไอโฟนเท็น (iPhone X) กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ เมื่ออัล แฟรงเคน (Al Franken) วุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัวและประเด็นด้านซีเคียวริตี้ของผู้ใช้งานในอนาคตของสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว โดยวุฒิสมาชิกได้มีการเขียนจดหมายส่งตรงถึงซีอีโอแอปเปิลอย่าง ทิม คุก (Tim Cook) ที่รวมประเด็นคำถามที่แสดงถึงความวิตกกังวลต่อการใช้เทคโนโลยีที่อาจล่วงละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ไว้หลายข้อ โดยสิ่งหนึ่งที่วุฒิสมาชิก อัล แฟรงเคนสงสัยก็คือ การที่แอปเปิลได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้บนเวทีว่า ข้อมูลเกี่ยวกับใบหน้าของผู้ใช้งานจะถูกเก็บลงในตัวโทรศัพท์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ทั้งแอปเปิล และบุคคลที่สามอาจสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ทั้งสิ้น ผ่านการสื่อสารระยะไกล ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องการให้มีการเปิดเผยการทำงานแต่ละขั้น แต่ละตอน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่ใช่การหลอกคนใช้ นอกจากนี้เขายังตั้งคำถามด้วยว่า แอปเปิลนำภาพคน 1 พันล้านคนมาเทรนอัลกอริธึมของ Face ID จากที่ไหน ซึ่งเหตุที่ถามเพราะเขาอยากมั่นใจว่า แอปเปิลจะไม่นำภาพใบหน้าของลูกค้ามาใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โดยวุฒิสมาชิกคนดังกล่าวได้เขียนในเชิงประชดประชันด้วยว่า ทางที่ดี แอปเปิลควรขายเทคโนโลยีนี้ให้กับบริษัทอื่นไปเสีย หรือไม่ก็เตรียมตัวรอรับหมายศาลที่จะส่งมาเพื่อขอข้อมูลจากระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition System) อย่างมากมาย หรือมากไปกว่านั้น แอปเปิลยังต้องเตรียมการด้วยว่า แอปเปิลจะทำอย่างไรหากเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายขอข้อมูลของ FaceID เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งแอปเปิล กูเกิล หรืออีกหลาย ๆ บริษัทนั้นต่างเคยถูกรัฐบาลเรียกขอข้อมูลมามากมายหลายครั้ง โดยวุฒิสมาชิก อัล แฟรงเคนระบุไว้ว่า เขาหวังว่าจะได้รับการตอบกลับจากแอปเปิลภายในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ด้วย ที่มา ไลน์ทูเดย์
  13. ใครหนอช่างพยากรณ์ว่าสมาร์ทโฟนในวันหน้าจะราคาถูกลง เพราะสิ่งที่แอปเปิล (Apple) ทำในวันนี้ตอกย้ำว่าราคาของไอโฟนบางรุ่นกำลังทยานขึ้นอีก สมาร์ทโฟนหรูหราที่แอปเปิลเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันอังคารที่ 12 ก.ย.อย่างไอโฟนเทน (iPhone X) ทำราคาเปิดตัวสูงกว่าไอโฟนรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 2 เท่าตัว เป็นสัญญาณบอกว่ากลยุทธ์ราคาของตลาดสมาร์ทโฟนโลกในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง เหตุที่ทำให้ iPhone X ถูกมองเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของกลยุทธ์ราคาในตลาดสมาร์ทโฟนโลก คือสมาร์ทโฟนที่โลกรอคอยรุ่นนี้ มีราคาจำหน่ายสูงกว่าสมาร์ทโฟนคู่แข่งทุกรุ่นในท้องตลาด แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่น่าแปลกใจเพราะแอปเปิลขึ้นชื่อเรื่องผู้นำด้านราคาอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจยกระดับราคาขึ้นอีกนั้นสะท้อนความมั่นใจ ที่แบรนด์อื่นอาจจะต้องย้อนกลับมาดูตัวเอง ราคาไอโฟนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแอปเปิลกำลังเพิ่มความเข้มข้นในกลยุทธ์ราคา โดยวางเดิมพันด้วยการผลักดันราคาให้สูงขึ้นต่อไปทั้งที่การปรับปรุง หรือการเพิ่มคุณสมบัติใหม่อยู่ในอัตราส่วนระดับเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางกับราคาอุปกรณ์ไฮเทคอื่นที่มักลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งที่แก็ดเจ็ตเหล่านี้ก็มีการพัฒนาให้ทำงานได้เร็วขึ้นและมีความสามารถใหม่อยู่เสมอ ไม่แค่ไอโฟน 12 ก.ย. ที่ผ่านมาแอปเปิลยังเปิดตัวกล่องทีวีสตรีมมิงที่ราคาขายสูงถึง 179 เหรียญ ราคานี้สูงกว่ากล่องทีวีสตรีมมิ่งทุกรายในท้องตลาด ยังมีสมาร์ทว็อตช์ที่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ราคาเกือบ 400 เหรียญ ไม่พอ ในเดือนธ.ค.นี้ แอปเปิลมีคิววางจำหน่ายลำโพงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตชื่อโฮมพ็อด (HomePod) ราคาจำหน่ายที่ประกาศออกมาคือ 349 เหรียญ ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าลำโพงของแอมะซอน (Amazon Echo) ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ 2 เท่าตัว สำหรับโทรศัพท์มือถือรุ่นรอง แอปเปิลจัดการเพิ่มราคาให้ iPhone 8 และ 8 Plus มีค่าใช้จ่ายมากกว่าไอโฟนรุ่นก่อน iPhone 7 และ 7 Plus ราว 50 และ 30 เหรียญ (ตามลำดับ) *** จ่ายมาก ได้มากตาม? กลยุทธ์ตั้งราคาสินค้าให้สูงลิ่วเป็นเกมที่แอปเปิลเชื่อมั่นมานาน ว่าผู้บริโภคจะยอมเสียเงินมากกว่าเพื่อซื้อสินค้าที่ดีไซน์สวยและมีคุณภาพมากกว่า แต่กรณีล่าสุดนั้นมีประเด็นน่าสงสัย เพราะแม้ซีอีโอแอปเปิล 'ทิม คุก' (Tim Cook) จะให้เหตุผลว่า iPhone X คือไอโฟนที่มีพัฒนาการยิ่งใหญ่ที่สุด และพัฒนาการนี้มีค่ามากพอที่จะทำให้ iPhone X สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงกว่ารุ่นแรกที่ผู้ก่อตั้งสตีฟ จ็อปส์ (Steve Jobs) เคยเปิดตัวในราคา 499 เหรียญ แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากไอโฟนรุ่นแรกนั้นปฏิวัติวงการ ด้วยการนำคอมพิวเตอร์พกพามาผสมกับแอปพลิเคชันมาสู่มือผู้ใช้ทั่วโลกที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ซึ่งสำหรับ iPhone X คุณสมบัติที่มีล้วนเป็นคุณสมบัติที่มีในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นแล้ว บนคำการันตีว่าประสิทธิภาพดีกว่าเท่านั้น จุดเด่นของ iPhone X มีทั้งดีไซน์แบบกระจกทั้งหมด มีหน้าจอเทคโนโลยีใหม่ OLED ที่แอปเปิลเรียกว่าซูเปอร์เรตินา (super retina) ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล แอปเปิลการันตีว่า OLED แสดงสีดำได้ดำสนิท มีอัตราส่วนคอนทราสต์ที่ 1,000,000 ต่อ 1 ยังมีชิปใน iPhone X ที่ถูกเรียกว่า A11 Bionic เป็น CPU แบบ 6 คอร์ ซึ่งประกอบด้วยคอร์ประมวลผลการทำงาน 2 คอร์ที่เร็วขึ้น 25% มีเซ็นเซอร์ใหม่ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวใบหน้าได้ ทำให้เพิ่มสีสันการใช้งานได้เช่น ภาพอิโมจิที่ยิ้มหรือขมวดคิ้วตามผู้ใช้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถถ่ายภาพบุคคลแบบเบลอพื้นหลัง สามารถเล่นเกมเสมือนจริง AR และระบบชาร์จไร้สาย ทั้งหมดนี้แอปเปิลการันตีว่ามีแบตเตอรี่อึดทนนานกว่า iPhone 7 ราว 2 ชั่วโมง คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนธรรมดาในสายตาคู่แข่ง โดยเฉพาะตัวแรงอย่างซัมซุง (Samsung) ที่มีหน้าจอเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน มีระบบวิเคราะห์ใบหน้า ระบบ AR และระบบชาร์จไร้สาย แต่จำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า นั่นคือ 930 เหรียญสหรัฐ หรือราคาไทย 33,900 บาท *** จับตาแอปเปิลยิ่งโต แม้จะมีจุดน่าสงสัยขนาดไหน แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า iPhone X คือพระเอกที่จะทำให้แอปเปิลมีโอกาสนำเทคโนโลยี AR หรือ augmented reality มาสู่ผู้ใช้วงกว้าง AR เป็นการแสดงภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกทับภาพจริงสไตล์เกมฮิตโปเกมอนโก (Pokemon Go) แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่า แอปพลิเคชันใดที่จะทำให้ AR กลายเป็นกระแสฮิตได้สำเร็จ จุดนี้ถือว่าแอปเปิลเป็นรายล่าสุดที่กระโดดเข้ามาอัดฉีด AR อย่างจริงจัง โดยบนเวที แอปเปิลสาธิตการใช้งานเทคโนโลยีสุดยอดกล้องใน iPhone X ด้วยระบบแอนิโมจิ (Animoji) ซึ่งทำให้ผู้ใช้ควบคุมให้การ์ตูนอิโมจิเคลื่อนไหวได้ด้วยกล้ามเนื้อบนใบหน้าก่อนจะส่งถึงเพื่อน ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์รายหนึ่งบอกว่า การโชว์เทคโนโลยีใหม่ผ่านสิ่งที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้ทุกวัน คือสิ่งที่แอปเปิลทำได้ดีกว่าคู่แข่ง กรณีเทคโนโลยี AR แอปพลิเคชันเสมือนจริงย่อมไม่ผูกติดกับ iPhone X เท่านั้น แต่จะรองรับไอโฟนหลายล้านเครื่องบนโลก ซึ่งกำลังจะได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ iOS 11 หลังจากแอปเปิลอัปเดทฟรีในช่วงสัปดาห์หน้า นอกจากความฮือฮาในตลาดสมาร์ทโฟนแล้ว แอปเปิลยังเปิดตัวแอปเปิลทีวี โฟร์เค (Apple TV 4K) ใหม่ โดยรองรับทั้ง 4K และ High Dynamic Range (HDR) ทำให้ได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น สามารถเป็นศูนย์กลางเพื่อควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้าน (HomeKit) โดยทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมได้จากระยะไกล รวมถึงตั้งการควบคุมอัตโนมัติได้ เช่น เปิดไฟโดยอัตโนมัติเมื่อดวงอาทิตย์ตก ราคาเริ่มต้นของ Apple TV 4K อยู่ที่ 8,500 บาท สำหรับความจุ 32 GB และ 9,200 บาท สำหรับความจุ 64 GB สำหรับนาฬิกาอัจฉริยะใหม่ แอปเปิลวอทช์ซีรีส์ 3 (Apple Watch Series 3) นั้นมีความสามารถหลักคือมาพร้อมระบบเซลลูลาร์ในตัว ทำให้สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องพึ่งไอโฟนอีกต่อไป รวมถึงรองรับบริการสตรีมมิ่งเพลงจากแอปเปิลมิวสิกได้โดยตรงด้วย การเพิ่มระบบเซลลูลาร์เข้ามานี้ ทำให้แอปเปิลวอทช์ซีรีส์ 3 สามารถโทร.เข้า-ออก และรับ-ส่งข้อความได้ในตัว นอกจากนั้น ยังสามารถทำงานร่วมกับ Siri ในด้านต่าง ๆ เช่น สั่งให้ Siri แจ้งเตือนนัดหมายสำคัญ, บอกทาง ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟนอีกต่อไป ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราสามารถวางสมาร์ทโฟน (ไอโฟน) ไว้ที่บ้าน แล้วออกจากบ้านมาพร้อมแอปเปิลวอทช์ซีรีส์ 3 ได้โดยลำพัง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 11,900 บาท จุดนี้ทำให้ Apple Watch Series 1 ปรับราคาใหม่อยู่ที่ 8,900 บาท เหนืออื่นใด กลยุทธ์ราคาไม่ธรรมดาของแอปเปิลอาจทำให้คู่แข่งขอบคุณแอปเปิล เพราะราคาแสนโหดเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ผู้ใช้ลังเลในการเลือกซื้อ จุดนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่าการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากซัมซุง (Samsung) และหัวเว่ย (Huawei) จะเป็นแรงกดดันให้แอปเปิลไม่น้อย ขณะเดียวกันคู่แข่งเหล่านี้จะถือว่ามีโอกาสที่ดีในการสร้างตลาดใหม่ที่เรียกว่าซูเปอร์โฟน (super phone) เพื่อจำหน่ายสุดยอดสมาร์ทโฟนในราคาไม่ธรรมดาบ้าง “ซูเปอร์โฟน” เหล่านี้เองที่จะทำให้เราชาวออนไลน์กระเป๋าเบาไปด้วย. ที่มา ไลน์ทูเดย์
  14. iPhone X (ไอโฟน เท็น) สมาร์ทโฟนรุ่นที่ทันสมัยที่สุดของ Apple เปิดตัวฉลองครบรอบ 10 ปี iPhone รุ่นแรกเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2017 ซึ่งนอกจากดีไซน์หน้าจอไร้ขอบและไร้ปุ่ม Home กล้องหลังคู่แนวตั้ง 12MP เทคโนโลยีกันสั่นคู่ Dual OIS แล้วยังมีฟีเจอร์อะไรใหม่ ๆ ที่ถูกแนะนำบนเวทีงาน Apple Event โดย Tim Cook, Craig Federighi และ Philip Schiller นั้นเรารวบรวมไว้ให้แล้วในเนื้อหาด้านล่าง Apple iPhone X : All the new features 1. กลับคืนสู่เริ่มต้น : การผสมผสานที่ลงตัวของโลหะและแก้ว Apple นำ iPhone X กลับไปสู่พื้นฐานการออกแบบอีกครั้งเช่นเดียวกับตอนที่เปิดตัว iPhone 4 เมื่อไม่กี่ปีก่อนโดยด้านหลังตัวเครื่องครอบทับด้วยกระจกขณะที่กรอบด้านข้างเป็นอลูมิเนียม ภายใต้กระจกมีตัวเครื่องที่ผ่านกระบวนการเคลือบสี 7 ชั้นเพื่อเน้นสีที่โดดเด่น ตัวกระจกยังได้รับการเสริมแรงจากเหล็กและทองแดงด้านในทำให้กระจกมีความทนทานมากที่สุดเท่าที่เคยมีบนสมาร์ทโฟน (อีกไม่นานน่าจะมีผลทดสอบ drop test ของมือถือมูลค่า $999 หรือประมาณ 33,080 บาทรุ่นนี้มาให้ชมกันในโลกออนไลน์) 2. การออกแบบ edge-to-edge ด้านหน้าทั้งหมดคือหน้าจอ iPhone X มีอัตราส่วนหน้าจอเทียบกับตัวเครื่อง 81.23% กลายเป็นผู้เล่นหน้าจอไร้ขอบที่ดีที่สุดเช่นเดียวกับ Note 8, LG V30, Essential Phone และ Xiaomi Mi MIX 2 แม้ว่า iPhone X จะมีขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว แต่ตัวเครื่องกลับมีความกว้างและความสูงอยู่ระหว่างรุ่น iPhone 8 และiPhone 8 Plus และมีความหนามากกว่ารุ่น iPhone 8 Plus เพียงเล็กน้อยซึ่งต้องยกความดีความชอบส่วนนี้ให้กับทีมออกแบบของ Apple ปุ่ม Home ที่ขาดหายไปครั้งแรกในรอบ 10 ปีของ iPhone ได้ถูกแทนที่ด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ภายในซึ่งทำให้ iPhone X สามารถทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบและสามารถปลดล็อคตัวเครื่องด้วย Face ID หรือการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าของผู้ใช้งาน 3. กล้องที่ดีขึ้น iPhone X มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ที่จัดวางในแนวตั้ง ประกอบด้วยเซ็นเซอร์ 12MP ขนาดใหญ่และเร็วกว่ากล้องรุ่นก่อน รับแสงได้ดีขึ้นและเก็บรายละเอียดบนจุดพิกเซลได้มากขึ้น มีระบบกันสั่นคู่ dual OIS บนกล้องเลนส์มุมกว้าง รูรับแสง f/1.9 และกล้องถ่ายไกล รูรับแสง f/4.4 โดยเป็นรุ่นที่สองต่อจาก Galaxy Note 8 ของ Samsung นอกจากนี้ยังมีส่วนประมวลผลภาพ (image signal processing : ISP) ที่ปรับปรุงใหม่ให้สามารถตรวจจับองค์ประกอบในฉากที่กำลังบันทึกภาพ รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K ที่ความเร็ว 60 เฟรม/วินาที และการบันทึกวิดีโอสโลว์โมชั่น FullHD 1080p ที่ความเร็ว 240 เฟรม/วินาที 4. โหมดการจัดแสงภาพถ่ายบุคคล Portrait Lighting โหมดการจัดแสงภาพถ่ายบุคคลนำอัลกอริธึมตรวจจับใบหน้าแบบรับรู้ความลึกบนชิปเซ็ต A11 Bionic มาใช้เพื่อตั้งค่าแสงบนใบหน้าโดยเลียนแบบการตั้งค่าแสงบนเวที แสง contour และอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย 5. เซลฟี่ในโหมดถ่ายภาพบุคคล โหมดถ่ายภาพเซลฟี่จากกล้องหน้า Facetime สามารถสร้างภาพถ่ายใบหน้าที่สวยงามพร้อมฉากหลังที่สามารถเบลอได้ดั่งใจ 6. Apple A11 Bionic ชิปเซ็ต A11 Bionic เป็นชิป 6-คอร์ที่นำมาขับเคลื่อน iPhone X ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย CPU 4-คอร์ที่เน้นประหยัดพลังงานซึ่งทำงานเร็วกว่า Apple A10 ถึง 70% และ CPU 2-คอร์ที่เน้นประสิทธิภาพซึ่งทำงานเร็วกว่า Apple A10 บน iPhone 7 สูงสุดถึง 25% 7. Face ID การขาดหายไปของปุ่ม Home และ TouchID ถูกแทนที่ด้วยระบบไบโอเมตริกซ์ใหม่บน iPhone X โดย Face ID จะใช้ชุดเซ็นเซอร์ด้านหน้าตัวเครื่องเก็บรายละเอียดข้อมูลบนใบหน้ากว่า 30,000 จุด ซึ่ง Apple ยืนยันว่า Face ID มีความแม่นยำกว่า TouchID และสามารถใช้งานร่วมกับระบบชำระเงิน Apple Pay ได้ 8. จอภาพที่ดีกว่า Retina มันคือ Super Ratina จอภาพรุ่นใหม่บน iPhone X มีขนาด 5.8 นิ้ว เทคโนโลยี true-tone OLED display มีอัตรารีเฟรช 120Hz รองรับการแสดงผลสีช่วงกว้าง P3 color gamut แสดงสีดำได้ดำสนิท มีความสว่างสูงและมีอัตราส่วนคอนทราสต์ที่ 1,000,000 ต่อ 1 9. ลำโพงสเตอริโอที่ดังขึ้น iPhone X มีลำโพงสเตอริโอเช่นเดียวกับ iPhone 7 / 7 Plus ในปีที่แล้ว แต่มีความดังเพิ่มขึ้นถึง 25% 10. เทคโนโลยี AR ลูกเล่นใหม่ที่โดนใจใครหลายคน ในแพลตฟอร์ม iOS 11 จะมีการเพิ่มอีโมจิภาพเคลื่อนไหว "animoji" ซึ่งสามารถขยับและแสดงสีหน้าเลียนแบบใบหน้าของผู้ใช้งาน นอกจากนี้จะมีการเพิ่มแอพและเกมที่ใช้เทคโนโลยี AR เข้ามาใน App Store เป็นจำนวนมาก 11. Bluetooth 5.0 เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลไร้สาย Bluetooth 5.0 บน iPhone X สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วและไกลกว่าอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth 4.2 12. เทคโนโลยีชาร์จไร้สาย Qi Wireless charging iPhone X รองรับการชาร์จไร้สายผ่านเครื่องชาร์จเทคโนโลยี Qi นอกจากนี้ยังมีเครื่องชาร์จ Apple AirPower ที่สามารถชาร์จ iPhone, Apple Watch และ airPod พร้อมกันด้วยโดยจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้า 13. เทคโนโลยีชาร์จเร็ว Fast charging ผู้ใช้งาน iPhone X สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 50% ของความจุในเวลาประมาณ 30 นาทีด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว ที่มา ไลน์ทูเดย์
  15. แอปเปิลเปิดตัว ''iPhone 8 , iPhone 8 Plus'' กับ ''iPhone X'' หน้าจอไร้ขอบพร้อม FaceID สแกนใบหน้าเริ่มขาย3พ.ย.นี้ วันนี้( 13 ก.ย.60) นายทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล อิงค์ เปิดตัวแอปเปิล วอทช์ ซี่รีส์ 3 นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะรุ่นใหม่เมื่อเวลา 24.00 น.ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวสินค้าครั้งแรกในพิธีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นสินค้าขายดีด้วยการออกแบบด้วยรูปลักษณ์ที่ยอดเยี่ยม iPhone X ตัวเครื่องนั้นเฟรมของเครื่องเป็นอลูมิเนียมขัดเงาแบบโค้งมน รับกับหน้าจอที่โค้งไร้ขอบอย่างสวยงาม ส่วนด้านหลังเป็นวัสดุกระจก นอกจากนี้ตัวเครื่องยังประกอบมาในมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นได้เหมือนกับใน iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Apple เปลี่ยนมาใช้หน้าจอแบบ OLED ครั้งแรก โดย Apple เรียกหน้าจอว่า “Super Retina Display” ที่มากับขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว ที่ไร้ขอบเต็มพื้นที่ด้านหน้าของเครื่อง ความละเอียดหน้าจอ 2436 x 1125 พิกเซล ถือว่าเป็นหน้าจอที่มีความละเอียดมากที่สุดเท่าที่ Apple เคยใช้ใน iPhone iPhone X ได้เอาปุ่มโฮมที่มีมาตั้งแต่รุ่นแรกออกไป และเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานใหม่ ด้วยการกวาดนิ้วจากด้านล่างของจอขึ้นมา แทนการกดปุ่มโฮม และการเลื่อนค้างไว้ก็สามารถใช้แทนการเลือกแอพต่างๆ ที่เปิดไว้ ส่วนการเรียกใช้งาน Siri ก็เปลี่ยนไปใช้ด้วยปุ่ม Power ด้านข้างแทน ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยในเครื่องอย่าง TouchID ก็เปลี่ยมาเป็นเทคโนโลยียืนยันตัวบุคคลแบบใหม่ที่เรียกว่า Face ID ที่เป็นการสแกนใบหน้ามาใช้แทน และการสแกนใบหน้ามีการใช้เซนเซอร์หลายอย่างเข้าช่วยกันเพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดของใบหน้าได้อย่างแม่นยำ และสแกนใบหน้าของผู้ใช้ให้เป็นแบบ 3 มิติที่จดจำใบหน้าของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า ทรงผม ใส่หมวก ใส่แว่น หรือแม้แต่ฝาแฝด ระบบ FaceID ก็ยังสามารถจำแนกตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำ ด้านชิปประมวลผลใน iPhone X นั้นจะเป็นรุ่นใหม่ A11 Bionic เหมือนกับใน iPhone 8 และ 8 Plus ที่เป็นแบบ 6 แกน แยกกันทำงานในระดับประสิทธิ 2 แกน (เร็วกว่า A10 25%) และแบบ 4 แกน ในการทำงานทั่วไป (เร็วกว่า A10 ถึง 70%) โดยจะมีต่างก็ตรงมี Neural engine ที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อช่วยประมวลผลในส่วนของประมวลผลใบหน้าของ FaceID ส่วนกล้องหลังจะเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 8 Plus เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งการวางด้านหลังให้เป็นแนวตั้งแทน เพราะ iPhone X นั้นจะมีเซนเซอร์ต่างๆ เพิ่มเข้ามาด้านหน้ามากกว่าไอโฟน 8 นั่นเองทำให้วางกล้องแนวนอนไม่ได้ ความละเอียดของกล้องหลังอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล แฟลช LED ทรูโทน 4 ดวงให้ความสว่างเพิ่มขึ้น 2 เท่า แถมยังนำ AI ช่วยวิเคราะห์องค์ประกอบในภาพเพื่อให้คุณได้ภาพที่ดีที่สุด กล้องหน้ารองรับ portrait Mode /portrait Lighting เพราะมี dept sensor ที่ไอโฟน 8 ไม่มี ส่วนแบตเตอรี่เคลมว่าใช้งานนานขึ้น 2 ชั่วโมง และแน่นอนว่ารองรับการชาร์จไร้สาย ทั้งนี้ iPhone X มี 2 ขนาดคือ 64GB และ 256GB ราคาขายเริ่มต้นที่ 999 ดอลล่าร์หรือประมาณ 34,000 บาท จะเปิดให้สั่งจอง 27 ต.ต. เริ่มขาย 3 พ.ย.นี้ ด้าน iPhone 8 มีขนาด 64GB และ 256GB ราคาเริ่มที่ 699 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,465 บาท ส่วน iPhone 8 Plus มีขนาด 64GB และ 256GB เช่นกัน ราคาเริ่มที่ 799 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,965 บาท วางขาย 22 ก.ย.นี้ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  16. ขณะที่สื่อจากอเมริกาพยายามหาข่าวเกี่ยวกับ iPhone ที่จะเปิดตัวในอนาคตอย่างขมักเขม้น คนงานจากจีนกลับเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลอุปกรณ์เหล่านี้ในหลายๆ เรื่อง และจากการพูดคุยกับ Dejian Zeng ผู้ที่เคยทำงานให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนของ iPhone เป็นเวลา 6 สัปดาห์ทำให้เราทราบว่า โรงงานใช้วิธีการอะไรเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลเมื่อคนงานถูกเปลี่ยนมาทำงานเกี่ยวกับ iPhone 7 นี่คือเนื้อหาในคลิปวิดีโอครับ “มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนงานจะสามารถแอบถ่ายรูปหรือแม้แต่โขมยชิ้นส่วนบางอย่างออกมาจากโรงงาน” “เราต่างรู้ดีว่า iPhone นั้นได้รับความนิยมมากขนาดไหนที่ประเทศจีน” “โดยทั่วไป เมื่อเริ่มทำงานเกี่ยวกับ iPhone 7 คนงานก็จะคิดว่ามันเจ๋งมาก ที่เขาสามารถเห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก่อนที่จะมีการเปิดตัว” “ตอนที่เราทำงานกับ iPhone 6s อยู่นั้น ก็เริ่มมีการสร้างสายการผลิต iPhone 7 แล้ว และพวกเขาได้เอาม่านขนาดใหญ่มากั้นเอาไว้ ทำให้เราไม่สามารถเห็นอะไรได้เลย ฉะนั้นแม้เราจะทำงานอยู่ในที่เดียวกัน แต่เราก็ไม่สามารถเห็นอะไรเลย” “หลังจาก iPhone 6s เราถูกย้ายไปทำงานที่โรงงานอีกแห่งหนึ่ง เพราะพวกเขาต้องเปลี่ยนสายการผลิตของเราให้รองรับการผลิต iPhone รุ่นใหม่ที่จะมาถึง” “หลังจากทำงานที่โรงงานอีกแห่งหนึ่งสักพัก เราก็กลับมาที่โรงงานเดิม โดยสังเกตเห็นถึงสายการผลิตใหม่สำหรับ iPhone 7” “เรามีตู้ล็อกเกอร์ สำหรับให้คนงานเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บมือถือ กุญแจ และโลหะต่างๆ เราต้องรูดบัตรพร้อมสแกนใบหน้าก่อนที่จะเข้าไปได้ ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะต้องต่อแถวเพื่อเข้าเครื่องตรวจจับโลหะ และนี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นขณะผมกำลังผลิต iPhone 6s” “เมื่อผมผลิต iPhone 7 การป้องกันของพวกเขานั้นยิ่งเข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก มีเครื่องตรวจจับโลหะถึงสองเครื่อง และพวกเขายังเพิ่มความละเอียดในการตรวจจับอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงบางคนใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงโลหะ พวกเธอจะไม่สามารถผ่านประตูรักษาความปลอดภัยได้เลย และต้องกลับไปเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ก่อน” “ภายในโรงงาน โลหะทุกชนิดจะไม่ได้รับอนุมัติให้นำเข้ามา ผมจึงคิดว่าไม่มีทางมีใครนำกล้องเข้ามาแอบถ่ายได้โดยเด็ดขาด มีเพียงผู้จัดการระดับสูงเท่านั้น ที่ได้รับการอนุญาตให้นำมือถือเข้ามาในโรงงานได้ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่า รูปที่หลุดออกมาจะเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่” “ทุกครั้งที่พวกผู้จัดการต้องผ่านเครื่องตรวจจับ หน่วยรักษาความปลอดภัยจะต้องเช็คหน้าจอมือถือก่อนเสมอ เพราะอาจจะเคยเกิดเหตุการณ์ที่มีคนแอบนำ iPhone ที่ผลิตออกมา โดยใส่เคสปลอมแล้วนำออกจากโรงงาน” “ในวันแรกของการทำงาน พนักงานหลายคนสามารถรู้เลยว่า มันจะไม่มีรูสำหรับหูฟัง และเราก็เห็นอีกว่ามันมาพร้อมกล้อง 2 ตัว และนี่คือสิ่งที่เราเห็น จำได้ และสามารถให้สัมภาษณ์กับสื่อได้ในภายหลัง” “ตลอดสายการผลิตจะมีกล้องวงจรอยู่ และในการฝึกพวกเขาจะบอกเราว่า มีพนักงานที่พยายามลักลอบนำ iPhone ออกไป ซึ่งเมื่อโดนจับได้ พวกเขาจะถูกส่งให้ตำรวจ นอกจากนี้ Apple จะมีการมาเช็คโรงงานเป็นประจำ ทุกๆ ครั้งผู้จัดการโรงงานจะมีท่าทีตื่นเต้นและกระวนกระวายเสมอ พวกเขาจะบอกให้เราทำตามกระบวนการทุกอย่าง และเมื่อเริ่มต้นกระบวนการผลิต iPhone 7 เราจะเห็นพนักงานจาก Apple ได้ในทุกๆ วัน” แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่ Dejian Zeng เล่ามา จะขัดกับบรรดาข่าวลือของ iPhone 8 ที่ออกมาเหลือเกินนะครับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  17. อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเปิดตัวของ iPhone 8 หรือ iPhone X กันแล้วนะครับ ก่อนหน้านี้ทีมงาน Tech.MThai ได้รายงานว่า Apple อาจเลือกฝังเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือหรือTouch ID ลงใต้หน้าจอ iPhone 8 แต่ล่าสุด สื่อใหญ่จากอเมริกาอย่าง Wall Street Journal ได้รายงานว่า Apple ได้ยกเลิกการฝังเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือลงใต้หน้าจอแล้ว สาเหตุเป็นเพราะว่า การที่จะฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือลงใต้หน้าจอนั้น จะก่อให้เกิดความล่าช้าในการผลิต รวมถึงการที่ Apple ตัดสินใจใช้หน้าจอเป็นแบบ OLED ทำให้กระบวนการผลิต iPhone 8 มีความซับซ้อนมากขึ้นเพราะขั้นตอนการผลิตหน้าจอ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของชั้นกาว และฟิลม์ป้องกันจอ ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดข้อผิดพลาด มากขึ้นกว่าเดิม จึงต้องยกเลิกการฝังเซนเซอร์ลงใต้หน้าจอไป อย่างไรก็ตาม Apple ได้เลือกใช้ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยแบบอื่น อย่างการจดจำใบหน้าซึ่งจะเป็นฟีเจอร์ใหม่ รวมไปถึงการใช้วิธีการรักษาความปลอภัยแบบเดิมอย่างรหัสผ่านแทน ในส่วนของหน้าจอ OLED ตัวใหม่ของ iPhone นั้น Apple ได้ให้บริษัทในเครือของ Samsung เป็นผู้ผลิตให้ ซึ่งเป็นหน้าจอเฉพาะ สำหรับ iPhone 8 และมีแผงควบคุมแบบสัมผัสภายนอกหน้าจอหรือ 3D Touch จึงทำให้ หน้าจอ OLED ของ iPhone นั้นมีความแตกต่างจากของ Samsung และมีราคาสูงขึ้นอย่างแน่นอน โดย Apple จะเปิดตัว iPhone 8 พร้อมกันกับ iPhone รุ่นอื่นๆ ในวันที่ 12 กันยายนนี้ เราจะได้รู้กันอย่างแน่นอนว่าจะเป็นไปตามที่คาดกันไหวมั้ยต้องรอชม ที่มา ไลน์ทูเดย์
×