Jump to content
aeize.com 4.3.6

Search the Community

Showing results for tags 'facebook'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • aeize.com
    • ประกาศจากเว็บ aeize.com
    • แนะนำ ติชม และแจ้งปัญหาการใช้งานเว็บ
  • Trends
    • ข่าวเด่น ประเด็นร้อน
    • แอปพลิเคชัน และ เกม บนสมาร์ทโฟน
    • คลิป หนังดี ละครฮิต ซีรีย์แซ่บ
    • นิยาย & การ์ตูน น่าอ่าน
    • นานาสาระ เรื่องน่ารู้
  • Community
    • พูดคุยเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
    • รู้ที่เที่ยว เที่ยวทั่วไทย
    • เกม ออฟไลน์ ออนไลน์ คอมพิวเตอร์ พีซี
    • ทิป-ทริค เทคนิคทำเว็บ เขียนโค้ด
    • โปรแกรม ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์
  • IPS Community Suite 4's Topics

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 11 results

  1. Thaiware วัยรุ่นสหรัฐฯ กำลังเพิ่มความนิยมในการใช้ Youtube อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฐานะที่กำลังเป็นพื้นที่ของเหล่า Vlogger และ Influencer ที่กำลังเติบโต โดยผลการศึกษาล่าสุดของ Pew Research Center พบว่าร้อยละ 85 ของวัยรุ่นอายุระหว่าง 13-17 ปีเป็นผู้ใช้ Youtube ขณะที่วัยรุ่นกลุ่มเดียวกันใช้ Instagram และ Snapchat มากรองลงมาที่ร้อยละ 72 และ 69 ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวยังบ่งชี้ถึงแนวโน้มของวัยรุ่นที่ใช้ Facebook ลดลงในช่วงปีหลังๆ ที่ผ่านมา โดยในปี 2015 มีวัยรุ่นที่ระบุว่าใช้ Facebook ราวร้อยละ 71 แต่ในวันนี้ตัวเลขดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 51 เท่านั้น "ผลการศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าวัยรุ่นมักใช้แพลตฟอร์มกลุ่มเดียวกันโดยไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะทางประชากร ยกเว้นบางกรณี เช่น วัยรุ่นที่มีรายได้น้อยมากจะถูกดึงดูดจาก Facebook มากกว่าในกลุ่มที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูง" ผลการศึกษาดังกล่าวระบุ นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ต่อไปว่าวัยรุ่นสามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเข้าถึงได้มากถึงร้อยละ 95 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73 ในปี 2015 อนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีคำยืนยันจากกลุ่มวัยรุ่นเกี่ยวกับผลของ Social Media ต่อชีวิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน ทำให้วัยรุ่นสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างหลากหลาย แต่วัยรุ่นกลุ่มที่ตอบว่า Social Media มีผลในทางบวกมักจะเน้นย้ำถึงผลดีในการเชื่อมต่อกับผู้อื่น ส่วน Social Media อื่นๆ ที่อยู่ในผลการศึกษานี้ อาทิ Twitter (มีวัยรุ่นใช้งานร้อยละ 32), Tumblr (มีวัยรุ่นใช้งานร้อยละ 9) และ Reddit (มีวัยรุ่นใช้งานร้อยละ 7) และตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ แม้วัยรุ่นจะบอกว่าใช้ Youtube มากที่สุด แต่ความถี่ในการใช้งานกลับเป็น Snapchat ที่มีตัวเลขการใช้งาน "บ่อยครั้งที่สุด" โดยอยู่ที่ร้อยละ 35 มากกว่า Youtube ที่มีความถี่ในการใช้งานอยู่ที่ร้อยละ 32 ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  2. ลงทุนแมน ใครมีเพจเฟซบุ๊ค ปีนี้ต้องทำใจ / โดย เพจลงทุนแมน เมื่อเช้านี้ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ได้โพสจุดยืนเขาในหน้าเฟซบุ๊คของตัวเอง เรื่องนี้อาจทำให้หลายคนที่มีเพจเฟซบุ๊คต้องรู้สึกสะดุ้ง เพราะ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้แคร์เพจเฟซบุ๊ค เท่ากับความรู้สึกของผู้อ่าน เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เริ่มจากการเล่าว่าเขาได้รับ feedback จากคนใช้งานเฟซบุ๊คว่า public content มีมากเกินไป ซึ่งกระทบการเห็น content ของเพื่อน หรือ ครอบครัว น้อยลง public content คืออะไร public content คือ เรื่องราวที่มาจากฝั่งธุรกิจ แบรนด์ และ ข่าวต่างๆ ซึ่งข้อมูลพวกนี้เริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งนี้อาจจะทำให้เฟซบุ๊คเปลี่ยนไปจากวันแรกที่เขาอยากให้เป็น นั่นก็คือ การเชื่อมทุกคนเข้าหากัน มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวว่าเขาได้ดูผลงานวิจัยมากมายจากทั้งตัวเขาเอง และจากมหาวิทยาลัย ผลวิจัยสรุปว่าเวลาเราใช้โซเชียลมีเดีย เชื่อมต่อกับผู้คนที่เรารู้จัก จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น และส่งผลให้เรามีสุขภาพที่ดี ซึ่งการเชื่อมต่อกับคนใกล้ตัวแบบนี้ จะดีกว่า การเสพสื่อที่เป็นแบบ passive (การเสพเนื้อหาอย่างเดียว ที่เราไม่ได้โต้ตอบ เช่น อ่านบทความเพื่อความรู้ หรือ ดูวิดีโอเพื่อความบันเทิง ถือว่าเป็น content แบบ passive) ทั้งหมดนี้เป็นเหตุทำให้มาถึงจุดพีคของเรื่องนี้ก็คือ ในปีนี้เฟซบุ๊คตัดสินใจที่จะทำให้ news feed มีเรื่องของครอบครัว และ เพื่อน มากขึ้นกว่าเดิม และเราจะได้เห็น content จาก ธุรกิจ แบรนด์ หรือข่าวต่างๆน้อยลง มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก คอนเฟิร์มว่า ยอด engagement ของเพจต่างๆจะลดลง และเวลาของคนที่อยู่ในเฟซบุ๊คก็อาจจะน้อยลงด้วย แต่ที่เขาคำนึงถึงคือ เวลาของคนที่อยู่ในเฟซบุ๊คจะต้อง “มีคุณค่ามากขึ้น” พอเรื่องเป็นอย่างนี้ก็เรียกได้ว่าน่าจะเป็นฝันร้ายของคนทำเพจเฟซบุ๊ค ที่จากเดิมก็แข่งกันแทบตายอยู่แล้ว ต่อไปก็น่าจะมีคนเห็นน้อยลงไปอีก บางคนยังเข้าใจผิดว่า ถ้าเพจเฟซบุ๊คเรามีคน follow 1,000 คน ทุกคนจะเห็นสิ่งที่เราโพส ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าโพสของเราไม่ได้มีดีอะไร เฟซบุ๊คจะจัดลำดับความสำคัญให้โพสไปอยู่ล่างๆของหน้า news feed คน follow 1,000 คน จะมีคนเห็นโพสไม่ถึง 50 คน และต่อไป อาจจะไม่ถึง 10 คน.. ดูแล้ว เทรนด์ของเฟซบุ๊คน่าจะไปทางความสัมพันธ์ระหว่างคน และ กลุ่มที่สนใจเรื่องนั้นๆมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นเรื่องสาธารณะ เพราะที่ผ่านมาเฟซบุ๊ค โดนโจมตีมาเสมอว่า เนื้อหาในเฟซบุ๊คมีคุณภาพน้อยลง มีแต่คนขายของ และไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่รุนแรงได้ ถึงขั้น live ฆ่าตัวตายก็มี มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า ในโลกนี้ ในบางครั้ง เรื่องเงินก็ไม่ได้เป็นเรื่องแรก แต่สิ่งสำคัญดูเหมือนจะเป็นภาพใหญ่ที่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งหมด ถ้าเราต้องหนีจากตัวตนในวันแรกที่เราตั้งใจทำ เราก็เหมือนขายวิญญาณให้กับเงิน และมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ก็คงคิดดีแล้ว ที่กล้าที่จะเลือกทางนี้ กล้าที่จะเลือกรับผิดชอบต่อจิตวิญญาณของตัวเอง.. ———————- ถ้าต่อไปหาโพสของลงทุนแมนไม่เจอในเฟซบุ๊คให้ติดตามได้ที่ แอพ ลงทุนแมน ลงทุนแมนมี “แอพ” แล้ว โหลดฟรีที่ longtunman.com/app ทั้ง iOS และ android ———————- ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  3. Manager Online มีรายงานว่าเมื่อไม่นานมานี้ ค่ายเวอไรซอน (Verizon) ได้มีการลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก (Facebook) เพื่อประกาศรับสมัครคนเพิ่มในด้านการวิเคราะห์และวางแผนทางการเงิน โดยเป็นภาพของหญิงสาวอายุประมาณชาวมิลเลนเนียลที่กำลังยิ้ม ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่ประเด็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฆษณาตัวนี้ของเวอไรซอนก็คือ มีการจำกัดกลุ่มผู้ชมเอาไว้ที่อายุระหว่าง 25 - 36 ปีเท่านั้น และต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดด้วย ซึ่งเท่ากับว่า ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กอีกนับร้อยล้านคนจะไม่ได้เห็นโฆษณาตัวนี้ปรากฏแก่สายตา แต่ไม่ใช่เฉพาะเวอไรซอนที่ใช้วิธีดังกล่าวรับสมัครงาน เนื่องจากมีบริษัทชั้นนำอีกมากที่ใช้วิธีนี้ ไม่ว่าจะเป็น แอมะซอน โกลด์แมนแซคส์ ทาร์เก็ต หรือกระทั่งตัวเฟซบุ๊กเอง ซึ่งการลงประกาศรับสมัครงานโดยจำกัดกลุ่มเป้าหมายนี้ถูกเปิดเผยโดยค่ายโปรพับลิกก้า และนิวยอร์กไทม์ แม้ว่าความสามารถในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสารไปถึงนั้นเป็นความสามารถของแพลตฟอร์มโฆษณาที่ตอบโจทย์ธุรกิจ แต่การใช้ความสามารถนั้นไปกับการประกาศรับสมัครงานในกลุ่มอายุบางกลุ่มเป็นการเฉพาะก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน รวมถึงได้มีการตั้งคำถามว่า กรณีเช่นนี้จะเป็นการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มอายุอื่น ๆ หรือไม่ด้วย การตั้งคำถามเหล่านี้ถือว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากยังมีความสามารถของบริษัทเทคโนโลยีอีกมากที่หน่วยงานภาครัฐเข้าไปควบคุมไม่ถึง ที่ผ่านมา การเข้ามาของเฟซบุ๊กในตลาดจัดหางานถือเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่บริษัทต่าง ๆ แถมยังมีการปรับใช้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเฟซบุ๊กสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่บริษัทจัดหางานต้องการให้เห็น แต่ก็ทำให้สื่อที่เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลการจัดหางานในอดีตอย่างสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อทีวีตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นว่าจะถูกเลิกใช้ในอนาคตอันใกล้ แต่นอกจากเฟซบุ๊กแล้ว โปรพับลิกก้ายังได้ทดลองซื้อโฆษณาประกาศรับสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน นั่นคือกูเกิล (Google) และลิงค์อิน (LinkedIn) แต่กูเกิลบอกว่า บริษัทไม่สามารถจำกัดการเห็นโฆษณาตามอายุของผู้ใช้งานได้ ส่วนลิงค์อินนั้น เมื่อมีการติดต่อจากโปรพับลิกก้า ทางบริษัทได้มีการเปลี่ยนระบบเพื่อป้องกันการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการจ้างงาน ด้านบริษัททาร์เก็ต สเตทฟาร์ม และยูพีเอส ออกมาชี้แจงว่า การใช้เฟซบุ๊กเพื่อลงโฆษณาหางานแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมายนั้น เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการประกาศรับสมัครงานที่บริษัทประกาศออกไปในกลุ่มอายุทั้งหมด 25 - 60 ปี ไม่ใช่จะจำกัดแค่กลุ่มมิลเลนเนียลแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนบริษัทอื่น ๆ เช่น แอมะซอน หรือนอร์ธเวสเทิร์น มูชวล ต่างบอกว่าบริษัทของตนเองได้เปลี่ยนกลยุทธ์ในการรับสมัครงานบนเฟซบุ๊กแล้วเช่นกัน ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  4. sapparot.co Facebook ปรับอัลกอริทึ่มใหม่ การใช้คำเชิญชวนประเภทชอบกดไลค์ ใช่แชร์กดแชร์ แท็กเพื่อนต่อ จะถูกจัดเป็นสแปม โดนลดการมองเห็นในหน้าฟีด 18 ธันวาคม 2017 เฟซบุ๊กประกาศปรับอัลกอริทึ่มการแสดงโพสต์ในหน้าฟีด ซึ่งเกิดขึ้นหลังได้รับคำร้องเรียนจากผู้ใช้งานส่วนหนึ่งว่ารู้สึกรำคาญโพสต์ประเภท “Engagement Bait” ที่พยายามเชิญชวนอย่างมากคนอ่านให้คลิกไลค์ แชร์ แท็กต่อ หรือให้มีส่วนร่วมในวิธีการอื่นๆ เฟซบุ๊กเห็นว่าโพสต์ตามตัวอย่างด้านบนจัดนี้เป็นโพสต์ที่ไม่มีคุณภาพ ล่อให้คนมี engagement เพื่อหวังเพิ่มยอด Reach ในทางตรงกันข้าม เฟซบุ๊กเชื่อว่าโพสต์ที่มีคุณภาพจะสามารถดึงให้ผู้อ่านมี engagement ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชิญชวน ทีมงานจึงได้สำรวจและรวบรวมโพสต์ที่จัดเป็น Engagement Bait ป้อนเข้าระบบ Machine Learning อันจะทำหน้าที่คัดกรองโพสต์ที่เข้าข่ายและปรับลดการมองเห็นโพสต์นั้นหน้าฟีดโดยอัตโนมัติต่อไป อย่างไรก็ดี โพสต์ที่ร้องขอความช่วยเหลือ ขอคำแนะนำ ขอระดมทุนเพื่อการช่วยเหลือ อาทิ แชร์เพื่อตามหาเด็กหาย ขอคำแนะนำการเดินทาง จะไม่ถูกจัดเป็น Engagement bait ในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงล่าสุดจากเฟซบุ๊กนี้ดูท่าจะกระทบคนทำเพจหลายราย และอาจรวมถึงเฟซบุ๊กที่่ใช้ส่วนตัวด้วย ซึ่งคงต้องหาทางปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเพจกันต่อไป ภาพและที่มา: facebook newsroom ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  5. Brandbuffet น่ากลัวไม่แพ้การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เมื่อมีข่าว Facebook ได้ทดลอง news feed แบบใหม่ โดยแยกโพสต์ของเพจต่างๆ ออกจากโพสต์ของเพื่อนๆ ใน 6 ประเทศคือ โบลิเวีย กัวเตมาลา กัมพูชา สโลวาเกีย เซอร์เบีย และศรีลังกา ตั้งแต่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ว่าน่ากลัวสำหรับนักการตลาดดิจิตัลและแอดมินทั้งหลาย ก็เพราะผลออกมาว่ายอด reach และ engagement บนเพจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเพจเล็กๆนั้น หายไปมากถึง 60% - 80% จากการเก็บข้อมูล ได้พบถึงประมาณ 60 เพจที่ยอด organic reach ลดลงเหลือ 1 ใน 3 ภายในไม่กี่วัน และเพจชนิดที่โดนหนักสุดคือเพจข่าวต่างๆ ซึ่งยอด engagement ลดลงอย่างชัดเจนทุกเพจ อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าโพสต์ที่ได้รับการโปรโมท (Boosted Post หรือ Promoted Post) กลับไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใดในการทดลองนี้ (หมายความว่า นายจะไปซื้อ boost post สินะ? มาร์ค) บริษัทวิจัยอีกแห่งชี้ว่านี่เป็นแนวทางสิ่งที่เฟซบุ๊กทำมาตลอดอยู่แล้ว เช่น ที่ผ่านมาเพจเปิดใหม่มักจะได้ Reach ดีในช่วงแรกๆ แล้วหลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นระบบของ Facebook ที่จะกระตุ้นให้เพจนั้นๆ จ่ายเงินเพื่อซื้อ Reach …และคราวนี้อาจจะเป็นการลด Reach ครั้งใหญ่อีกทีสำหรับทุกเพจ และจะกระทบเพจกลางๆ เล็กๆ เป็นพิเศษ เพราะเป็นเพจส่วนใหญ่ ฝ่ายบริษัท Facebook ชี้แจงเกี่ยวกับการทดลองสยองขวัญแอดมินเพจทั้งหลายนี้ว่า *ยัง* ไม่มีแผนจะนำไปใช้จริงทั่วโลกแต่อย่างใด เป็นเพียงการทดลองจำกัดแค่ใน 6 ประเทศนี้ เพื่อดูว่าผู้คนส่วนใหญ่จะชอบการที่โพสต์จากเพื่อนและจากเพจอยู่แยกกันหรือไม่? และทางเฟซบุ๊กชี้แจงเพิ่มเติมว่า(ยัง) *ไม่มี* แผนจะเปลี่ยน news feed ให้เป็นเพจที่จ่ายเท่านั้นถึงจะได้มีโพสต์บนนั้นแต่อย่างใดด้วย อย่างไรก็ตาม เราคงต้องติดตามข่าวการทดลองครั้งนี้กันต่อไปแบบไม่คลาดสายตา แบบไม่แพ้การทดลองขีปนาวุธของเกาหลีเหนือกันเลยทีเดียว Source Source แปลและเรียบเรียงโดย: Somkid Anektaweepon ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  6. Dailygizmo Facebook เพิ่มคำชุดใหม่ เมื่อพิมพ์คำเหล่านี้ลงใน status update ก็จะมีอนิเมชั่นเด้งขึ้นมาโชว์บนหน้าจอ Facebook ตอนนี้ Facebook เริ่มทดลองคำศัพท์ชุดใหม่ ที่พิมพ์แล้วเมื่อเพื่อนของเรากดดูก็จะมีอนิเมชั่นโผล่ขึ้นมา แบบเดียวกับคำก่อนหน้านี้คือ "congratulations" หรือ "xoxo" โดยคำเหล่านี้จะปรากฎขึ้นเป็นสีที่ต่างออกไปเพื่อให้สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น คำชุดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็มี "rad," "bff," "lmao," และ "thank you so much" โดยแต่ละคำจะมีสีและอนิเมชั่นที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นทาง Facebook ก็กำลังอัพเดทอนิเมชั่นเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา เช่น งานหมั้น งานแต่งงาน เมื่อเพื่อนของเรามากดที่ reaction เพื่อแสดงความรู้สึกที่เหตุการณ์เหล่านั้นก็จะเห็นอนิเมชั่นให้เห็น ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการเพิ่มสีสันให้กับหน้า News Feed ให้มีสีสันมากขึ้น รวมถึงช่วยกระตุ้นให้คนอยากแชร์อะไรที่เป็นออริจินัลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความคิดของคุณเอง, สิ่งที่คุณรู้ สิ่งที่คุณอยากมาก มากการกว่านำรูปหรือคลิปวิดีโอของคนอื่นมาโพสต์ซ้ำ ส่วนคำในภาษาไทยน่าจะมีตามมาในเร็วๆนี้ ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  7. Siamphone วันนี้ Facebook ได้มีการอัพเดทเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถไลฟ์สดหน้าจอตัวเองผ่านทาง Facebook Live โดยตรง ซึ่งก่อนหน้าจะต้องพึ่งแอพพลิเคชั่นเสริมอย่างเดียวเท่านั้น จึงทำให้การใช้งานต่างๆ มีความยุ่งยากพอสมควร โดยขึ้นตอนการเริ่มใช้งานก็ไม่ยากเพียงทำตามขึ้นตอนดังต่อไปนี้ เข้าไปที่ Facebook กดปุ่ม วิดีโอถ่ายทอดสด ตรงด้านบนตรงที่ใส่ข้อความทางด้านขวามือจะมีปุ่ม Share Screen ให้กดเข้าไปจากนั้นกดปุ่ม เริ่มถ่ายทอดสด ล่างขวามือเพื่อเริ่ม ก็เชื่อว่าหลังจากนี้จะทำให้เหล่านักแคสเกมหรือกิจกรรมอื่นๆ จะมีความสะดวกสบายในการไลฟ์สดบนหน้าจอมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถใช้งานบนเบราว์เซอร์ Firefox ได้ซึ่งอาจต้องรอการอัพเดทอีกซักระยะ และส่วนบนสมาร์ทโฟนก็อาจจะมีการอัพเดทเพิ่มเติมในภายหลังอีกครั้งเช่นกัน ข่าวต้นฉบับ ที่มา ไลน์ทูเดย์
  8. คมชัดลึกออนไลน์ - ข่าวทั่วไป 9 ต.ค. 60 - เมื่อ‪เวลา‬ ‪13.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.สรรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วย พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสนเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ ‬นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (กอร.พระราชพิธีฯ) พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า การเตรียมการของคณะกรรมการทุกฝ่ายมีความพร้อมสมบูรณ์ 98-99 เปอร์เซ็นต์ เหลืองเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์คือบางจุดที่ยังไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างได้ เพราะยังมีระยะเวลาเหลือประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์บางส่วนก่อนอาจทำให้สี หรือความสวยงามลดลงได้ ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ได้สรุปสาระสำคัญ 6 ประเด็นคือ 1.ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการเข้าปฏิบัติงาน ซึ่งจากผลการดำเนินการซักซ้อมริ้วขบวนในวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือว่ามีความพร้อมสมบูรณ์ ซึ่งจะมีการซักซ้อมริ้วขบวนอีกครั้ง‪ในวันที่ 15 ต.ค. การซ้อมใหญ่ในวันที่ 21 ต.ค. และวันงานพระราชพิธีจริงในวันที่ 26 ต.ค. โดยขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาระดั‬บความพร้อมไว้จนถึงวันงานพระราชพิธีฯ 2.สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนดูแลรักษาความปลอดภัย โดยทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้กำหนดจุดเส้นทางต่างๆ ทั้งเส้นทางริ้วขบวน เส้นทางของประชาชนและเส้นทางขบวนเสด็จที่ต้องกำหนดจุดให้ชัดเจน 3.ข้อควรปฏิบัติของประชาชนและข้อแนะนำทั้งประชาชนและสื่อมวลชน ให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานงานกับทุกภาคส่วนสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะการเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามพื้นที่ที่ตนเองอยู่ ซึ่งบรรยากาศในพื้นที่ต่างจังหวัดและกทม.จะเหมือนกัน หากใครจะเดินทางเข้ามาในกทม.ต้องรับทราบข้อมูลการเตรียมตัวในเรื่องการเดินทางและจุดจอดรถ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า 4.‪ในวันที่ 13‬ ‪ต.ค. ให้ทุกส่วนราชการเตรียมความพร้‬อมจัดกิจกรรม เพราะเป็นวันคล้ายวันสวรรคต 5.ระบบการติดต่อสื่อสารทั้งในวันที่ ‪15 ต.ค. 21ต.ค. และวันที่ 26 ต.ค.นั้นจะมีหน่วยงานที่เข้‬ามาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ท้องสนามหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ขอให้ทุกหน่วยช่วยตรวจสอบระบบการสื่อสารเพื่อให้บูรณาการการทำงานร่วมกัน มีความต่อเนื่องและสอดคล้องไม่เกิดอุปสรรค พร้อมทั้งต้องเตรียมแผนสำรองกรณีฉุกเฉินด้วย และ 6.ให้ทุกฝ่ายตั้งใจปฏิบัติภารกิจเพื่อถวายในหลวงร.9 และร.10 อย่างเต็มกำลังความสามารถ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า มีพื้นที่ทั้งหมด 150,000 ตาราเมตร สามารถบรรจุคนได้กว่า 200,000 คน โดยจะมีประชาชนเพียง 40,000 คน ที่อยู่ในพื้นที่รอบในได้เห็นริ้วขบวนเพียงเล็กน้อย แบ่งเป็น พื้นที่ทางเท้าฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ด้านถนนมหาราช ตั้งแต่แยกท่าช้างถึงท่าเตียนจุคนได้ประมาณ 6,500 คน พื้นที่ทางเท้าบริเวณถนนมหาราช ตั้งแต่แยกท่าเตียนถึงสามแยกเชตุพน ประมาณ 2,500 คน พื้นที่ทางเท้า ถนนราชดำเนินในฝั่งศาลฎีกา ตั้งแต่แยกหลักเมือง ถึงแยกสะพานผ่านพิภพ จุคนได้ประมาณ 15,500 คน พื้นที่ทางเท้า ถนนหน้าพระธาตุตั้งแต่แยกพระจันทร์ถึงหน้าโรงละครแห่งชาติประมาณ 6,000 คน ส่วนประชาชนที่เหลือได้ชมเพียงบรรยากาศรอบนอก "ในเวลา ‪04.00 น. วันที่ 24 ต.ค.นี้ จะมีการเคลียร์ให้‬ประชาชนออกจากพื้นที่ เป็นการรักษาความปลอดภัยตามหลักสากล ส่วน‪วันที่ 25 ต.ค. เวลา‬ ‪05.00 น.จะมีการเปิดให้คนเข้ามา‬ ใครมาก่อนก็ให้เข้าก่อน และสามารถนั่งกับพื้นประจำจุดได้ถึงวันที่ ‪26 ต.ค.‬ และจำไม่มีกางเต้นท์ ปูเสื่อนอน หากใครออกก่อนก็จะเสียสิทธิ์ ดังนั้น ขอให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม ทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม ยาดม ยาหม่อง ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลว่ามีประชาชนเข้ามาเท่าใดแล้ว และสามารถเติมประชาชนเข้าไปได้อีกเท่าไหร่ เพื่อประชาชนที่เฝ้าดูประมาณการณ์ว่าจะเดินทางมาหรือไปที่พระเมรุมาศจำลองที่เตรียมไว้" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อสงสัยกรณีที่สื่อสามารถถ่ายทอดริ้วขบวนพิธีทางเฟซบุ๊กไลฟ์ได้หรือไม่นั้น ถ้าเป็นประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จฯ สามารถทำได้ รวมถึงถ่ายภาพนิ่งหรือถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ แต่ประชาชนก็คงทำได้ลำบาก เพราะบางพื้นที่มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นสื่อมวลชนที่อยู่บนอัฒจันทร์ ไม่สามารถเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ โดยทำได้แค่ถ่ายภาพนิ่ง และถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่แจ้งไว้ ถ้าต้องการภาพปัจจุบันที่เป็นเหตุการณ์สดสามารถทำได้วิธีเดียวคือการเกี่ยวสัญญาณของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเท่านั้น กรณีที่มีประชาชนเฟซบุ๊กไลฟ์แล้วสำนักข่าวต่างๆ ไปแชร์เฟซบุ๊กไลฟ์นั้นก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะการที่ต้องถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เนื่องจากไม่ต้องการให้ต่างคนต่างถ่าย ซึ่งจะควบคุมคุณภาพไม่ได้ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ทั้งนี้จะไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่ไปทำหน้าที่อยู่นอกอัฒจันทร์ โดยสื่อมวลชนจะอยู่ได้แค่ 2 แห่งคืออัฒจันทร์ และศูนย์ประชุมม.ธรรมศาสตร์ ทั้งวันซักซ้อมวันที่ ‪15‬ ‪ต.ค. ซ้อมใหญ่เสมือนจริงวันที่ 21 ต.ค. รวมถึงวันที่ 25-30‬ ‪ต.ค.สื่อมวลชนต้องอยู่บนอัฒจั‬นทร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตามช่วงนี้ได้มีการปิดพื้นที่เพื่อทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ส่วนจะมีการเปิดให้ประชาชนเข้ามาซึมซับบรรยากาศก่อนวันจริงได้หรือไม่นั้น ทาง กอร.พระราชพิธีฯ จะมีการหารือกันอีกครั้ง ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์ ชี้แจงถึงเส้นทางทางที่ประชาชนสามารถเดินทางมาเข้าร่วมในพระราชพิธีฯ ว่า บริเวณโดยรอบพระราชพิธีฯ จะมีการปิดการจราจร ตั้งแต่วันที่ ‪25 ต.ค. เวลา 05.00 น.‬ ตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน โดยทิศเหนือ จะปิดการจราจรตั้งแต่ แยกลานพระราชวังดุสิต ทิศใต้ตั้งแต่แยกปากคลองตลาด หน้าสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง ทิศตะวันออกตั้งแต่แยกสะพานขาว ถนนหลานหลวง และทิศตะวันตกตั้งแต่แยะอรุณอมรินทร์ ถนนบรมราชชนนี บริเวณทั้งหมดนี้จะไม่อนุญาตให้ประชาชนนำรถเข้ามา ยกเว้นขบวนเสด็จ ขบวนอาคันตุกะ ขบวนเจ้าหน้าที่เส้นทางฉุกเฉิน พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ประชาชนสามารถเดินเท้าเข้ามาในพื้นที่ได้ 3 ช่องทาง 1.ประชาชนที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัว สามารถนำไปจอดในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ 13 แห่ง รอบกรุงเทพมหานคร ทิศเหนือ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, เมืองทองธานี , ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ สนามธูปเตมีย์ สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี ทิศใต้ เซ็นทรัล ศาลายา เซ็นทรัล พระราม 2 ทิศตะวันออก เมกาบางนา ไบเทค บางนา และอิเกียร์ บางนา และทิศตะวันตก เซ็นทรัล เวสเกต บางบัวทอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถรองรับรถยนต์กว่า 3 หมื่นคัน และจะมีรถชัทเติลบัส ของ ขสมก. มารอรับที่จุดดังกล่าว นำเข้าไปในพื้นที่ ที่ปิดการจราจรที่กำหนดไว้ทั้ง 5 จุด 1. สนามม้านางเลิ้ง 2.บ้านมนังศิลา 3.สน.พระราชวัง4.แยกอรุณอัมรินทร์ และ 5.แยกวิสุทธิกษัตริย์ จากนั้นประชาชนจะต้องเดินเท้าเข้ามาในพื้นที่พระราชพิธีฯ พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะด้วยรถตู้ หรือรถบัส สามารถนำประชาชนมาส่งได้ที่ 5 จุดพื้นที่ที่ปิดการจราจรได้เช่นกัน และ นำรถของท่านไปจอดย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งเราได้จัดพื้นที่จอดรถไว้ 7 แห่ง ประกอบด้วย พุทธมณฑล สาย 1- สาย 4 ,ถนนกาญจนาภิเษก ,ถนนแยกไฟฉาย ตัด กาญจนาภิเษก สามารถรองรับรถบัสได้ 3,400 คน พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า เส้นทางที่ 2 ประชาชนที่เดินทางมาโดยรถไฟ ทางทิศเหนือ สถานีรถไฟอยุธยา ,ทิศตะวันออก สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา โดยจะมาลงที่สถานี ยมราช ก่อนเดินเท้าเข้ามาในงานพระราชพิธีฯส่วนทิศใต้ สถานีรถไฟนครปฐม จะมาลงที่สถานีรถไฟธนบุรี โดยประชาชนสามารถเดินเท้าข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า หรือนั่งเรือข้ามฝาก เข้ามาในพื้นที่พระราชพิธีฯ ทั้งนี้ทางการรถไฟจะจัดที่จอดรถให้กับประชาชน ที่นำรถส่วนตัวมาจอดที่สถานีก่อนขึ้นรถไฟเข้ามาในกทม. ส่วนประชาชนที่เดินทางมาทางรถไฟฟ้า บีทีเอส จะมีรถชัทเติลบัส มารับสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ สถานีรถไฟฟ้าบางว้า สถานีรถไฟฟ้าบางใหญ่ และนำมาส่งในพื้นที่ที่ปิดการจราจร 5 จุดเช่นเดียวกัน พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวต่อว่า ประชาชนที่เดินทางมาทางเรือ ทางแม่น้ำเจ้าพระยา จะต้องลงท่าเรือปิ่นเกล้า และท่าเรือ ยอดพิมาน เท่านั้น ก่อนเดินเท้าเข้ามาในงานพระราชพิธีฯ ส่วนประชาชนที่เดินทางผ่านคลองแสนแสบ ขึ้นที่ท่าเรือผ่านฟ้า และคลองผดุงกรุงเกษม ขึ้นที่ท่าเรือมัฆวาน และท่าเรือเทเวศร์ ก่อนจะเดินเท้าเข้ามาเช่นกัน ภายในบริเวณพิธีฯ ที่ปิดการจราจร มีการจัดแบ่งพื้นที่ไว้เป็นระเบียบเพื่อป้องกันการสับสน โดย เส้นทางเสด็จ เส้นทางเดินของประชาชน และเส้นทางฉุกเฉิน พล.ท.สรรเสริญ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของเส้นทางสายสำคัญ ถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่ลานพระราชวังดุสิต ถนนสายกลาง จะเป็นถนนสำหรับขบวนเสด็จ ถนนคู่ขนานฝั่งขาวมือ ที่ติดกับกระทรวงศึกษาเป็นถนนของประชาชนที่ใช้เดิน ถนนคู่ขนานฝั่งซ้ายมือ ที่ติดกับทำเนียบรัฐบาล เป็นเส้นทางส่งกลับกรณีฉุกเฉิน จะเป็นเช่นนี้ไปถึง สะพานแยกผ่านฟ้า และจากแยกสะพานผ่านฟ้าจนถึงแยกผ่านพิภพ ถนนจะแบ่งออกเป็น 3 ลำดับ ตามความเร่งด่วนเช่นกัน แต่ช่องการจราจร ที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ จะเป็นเส้นทางขบวนเสด็จ ส่วนทางขวามือแบ่งเป็น 2 เลน คือ เลนขวาสุดเป็นช่องทางของประชาชน เลนซ้าย เป็นเส้นทางส่งกลับฉุกเฉิน จึงขอให้ประชาชนใช้ช่องทางตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวต่อว่า ทางพล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้ทางประทรวงคมนาคม ไปจัดทำป้ายบอกทิศทาง จาก 5 จุดที่ต้องลงเดิน จนถึงที่หมาย โดยตลอดเส้นทางจะมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ขณะที่ นายนิสิต กล่าวว่า เราได้มีการนำแนวนโยบายของกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด อำนวยความสะดวกประชาชนที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ ในเรื่องความปลอดภัย จุดจอดรถ อาหาร และน้ำดื่ม โดยสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ทั่วทุกภูมิภาคมีทั้งหมด 878 จุด แบ่งเป็น พระเมรุมาศจำลอง 76 แห่ง ดำเนินการแล้ว 95% คาดว่าจะแล้วเสร็จทั่วประเทศ ‪15 ตุลาคม ขณะที่ซุ้มวางดอกไม้จันทน์ ‬802 จุด โดยทุกจุดจะมีการติดตั้งจอแอลอีดีขนาดใหญ่เพื่อให้เห็นภาพประวัติศาสตร์เหมือนเหตุการณ์จริง ทั้งนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยได้เปิดให้จังหวัดต่างๆ ทำดอกไม้จันทน์ รวมทุกจังหวัด จำนวน 61 ล้านดอก นอกจากนี้ ได้มีปรับภูมิทัศน์ปลูกดอกดาวเรืองในสถานที่สำคัญของทางราชการ และโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง โดยแต่ละจังหวัดได้เตรียมการเก็บภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเพื่อทำสมุดภาพประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ภาพรวมการเตรียมการในแต่ละจังหวัดไม่พบปัญหาใด ข่าวต้นฉบับ
  9. เนื่องในเดือนแห่งการป้องกันการฆ่าตัวตาย Facebook ได้เชื่อมต่อผู้ใช้กับข้อมูลจากกลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ และเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตาย ผ่านโฆษณาบนฟีดข่าว ตลอดเดือนกันยายนนี้ Facebook เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ศูนย์ความปลอดภัย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันการฆ่าตัวตาย อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ช่วยเหลือเพื่อนที่มีแนวโน้มคิดฆ่าตัวตาย หรือเข้าถึงข้อมูลความช่วยเหลือ ในเวลาที่กำลังประสบปัญหายากลำบาก แอนธิโกเน่ เดวิส ประธานฝ่ายความปลอดภัยระดับโลก Facebook กล่าวว่า “Facebook ต้องการเป็นพื้นที่พิเศษที่คอยเชื่อมต่อผู้คนที่กำลังมีปัญหาในชีวิต คุณสามารถสนับสนุนและให้กำลังใจพวกเขาได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ยิ่งรู้เร็วเท่าไรยิ่งดี การให้กำลังใจผ่านคอมเมนต์ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีประสิทธิภาพ เมื่อคุณเห็นพฤติกรรมที่น่าเป็นกังวลของเพื่อน สามารถแจ้งเข้ามายัง Facebook ได้ ทั้งนี้ Facebook มีทีมงานประจำอยู่ทั่วโลก ที่คอยตรวจสอบรายงานต่างๆ ที่เข้ามาตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ความสำคัญกับกรณีร้ายแรงอย่างการฆ่าตัวตายเป็นอันดับแรก สำหรับผู้ที่ติดต่อและรายงานปัญหามายัง Facebook ทางบริษัทเตรียมข้อความที่แนะนำไว้ให้เริ่มบทสนทนากับเพื่อนที่ต้องการความช่วยเหลือ ที่จะช่วยบรรเทาและจัดการสถานการณ์ดังกล่าว และผู้ที่มีแนวโน้มคิดฆ่าตัวตาย จะได้รับข้อมูลสายด่วนที่ดูแลเหตุฉุกเฉินต่างๆ พร้อมกับเคล็ดลับและข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ Facebook ได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลายรายในการจัดเก็บวลี, แฮชแทค และชื่อกลุ่มต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับแนวความคิดในการทำร้ายร่างกายตนเอง หรือฆ่าตัวตายบนโลกออนไลน์ บริษัทจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้คนที่ค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดดังกล่าวบน Facebook และจะกำจัดคอนเทนต์ที่ขัดต่อมาตรฐานชุมชนของ Facebook ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายตนเอง หรือการฆ่าตัวตาย ที่มา MarketingOops.com
  10. Facebook ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ชื่อว่า Watch ที่เป็นแพลตฟอร์มการแสดงเนื้อหาวิดีโอใหม่สำหรับ Facebook โดยเน้นแสดงเนื้อหารายการโชว์ต่างๆ ที่เป็นตอนๆ โดยเฉพาะซีรีส์ที่ปล่อยมาเป็นตอน, วิดีโอการถ่ายทอดสดและวิดีโอที่บันทึกและอัปโหลดลงไว้ เปิดตัว Facebook Watch แพลตฟอร์มการแสดงผลวิดีโอแบบใหม่ของ Facebook Facebook Watch นั้นจะใช้ได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์และแอปบน TV (Apple TV) ผู้ใช้นั้นเลือกที่จะติดตามทาง storyline หรือจะกดเพิ่มเข้าใน watchlist ก็ได้เพื่อไม่ให้พลาดวิดีโอใหม่ๆ ที่ผู้ให้บริการอัปโหลดขึ้นมา Facebook Watch เริ่มทะยอยเปิดให้ใช้งานที่ U.S. ช่วงแรกจากนั้นจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ต้องติดตามกันว่า Facebook จะผลักดันให้ Watch นั้นน่าใช้งานมากขนาดไหน ที่มา Facebook
  11. Facebook เสนอเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ซื้อลิขสิทธิ์เพลงจากค่ายต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานแทรกเพลงในคลิปได้ ผู้ใช้งาน Facebook หลายๆ ท่านคงเคยเจอปัญหาติดลิขสิทธิ์เพลงจากการโพสต์คลิปวิดีโอ ซึ่งส่งผลให้คลิปนั้นๆ ถูกลบไปโดยที่เราไม่มีทางแก้ แม้ว่าเราจะไม่ได้นำไปใช้เพื่อการค้าก็ตาม ล่าสุด เว็บไซต์ Bloomberg มีรายงานออกมาว่า ปัญหาดังกล่าวกำลังจะถูกแก้ไข โดย Facebook ได้เตรียมยื่นข้อเสนอเป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ให้กับค่ายเพลงต่างๆ เพื่อซื้่อลิขสิทธิ์เพลงให้กับผู้ใช้งานสามารถแทรกเพลงต่างๆ เข้าไปในคลิปวิดีโอได้โดยไม่ถูกลบคลิปออกไป สำหรับ Facebook ต่างก็หาวิธีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยกำลังพัฒนาระบบตรวจจับลิขสิทธิ์เหมือนกับที่ Youtube ใช้อยุ่ในปัจจุบัน แต่จะกินเวลาที่กำลังพัฒนาอยู่ถึง 2 ปีเลยทีเดียว จึงทำให้ทางบริษัทและค่ายเพลงต้องร่วมกันแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมาดูกันว่าจะข้อตกลงนี้จะสำเร็จไปได้ด้วยดีหรือไม่ ที่มา
×