Jump to content
aeize.com 4.4.9.2
Sign in to follow this  
No.4

ขึ้นแล้ว! ‘ชาเขียว-กาแฟกระป๋อง’ ปรับราคารับภาษีความหวาน

Recommended Posts

THE STANDARD

DvfIih6.jpg

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ กดดันอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

     เป็นที่ทราบดีว่าภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีจากการขายที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ โดยหนึ่งในกลุ่มสินค้าประเภทนี้คือสินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจเครื่องดื่มหลายประเภทถูกวิจารณ์มาโดยตลอดเรื่องปริมาณน้ำตาลที่สูงและอาจจะไม่ได้ส่งผลทางบวกต่อสุขภาพ

     ความเห็นของศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ผลกระทบจากเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มตามโครงสร้างใหม่โดยชี้ว่า แม้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะมีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท แต่อัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำและเป็นสินค้าที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมการจับจ่ายในขณะนี้

     และการประกาศอัตราภาษีใหม่นี้จะเป็นแรงกดดันต่อทั้งอุตสาหกรรมให้เติบโตในกรอบที่จำกัด โดยสินค้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกมากที่สุดคือไวน์ ซึ่งคาดว่าจะปรับเพิ่ม 21.1% ของราคาขายปลีก ขณะที่ชาพร้อมดื่มจะขยับ 7.5% ของราคาขายปลีก โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวทั้งส่วนผสมหรือสัดส่วนของกำไรต่อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการกระทบกับภาพรวมของธุรกิจให้มากที่สุด

ประกาศเก็บภาษีเครื่องดื่มชงพร้อมดื่มเพิ่ม

     หลังจากที่กรมสรรพสามิตประกาศกฎกระทรวง กำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา สาระสำคัญคือการเก็บ ‘ภาษีความหวาน’ เช่นเดียวกับสินค้าเครื่องดื่มอย่างชาเขียว เป็นต้น โดยระบุชัดเจนถึงเครื่องดื่มแบบเกล็ดหรือผงที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลและชงละลายน้ำดื่มได้ที่เรารู้จักกันในลักษณะ 2 in 1 หรือ 3 in 1 ก็ตามที อาจยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนจากสินค้ายอดนิยมก็คือกาแฟกระป๋อง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดมากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงสร้างสรรพสามิตใหม่ดังนี้

U0MaYBN.jpg

     อัตราดังกล่าวจะปรับเพิ่มขึ้นทุก 2 ปี โดยจะปรับในวันที่ 1 ตุลาคมของปี 2562, 2564 และปรับสู่เพดานสูงสุดในปี 2566 ซึ่งจะเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ 6 กรัมขึ้นไปเป็นขั้นบันได โดยถ้ามีน้ำตาลเกิน 10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จะถูกเก็บภาษีถึงลิตรละ 5 บาท

     สำหรับการคิดอัตราภาษีความหวานจะวัดค่าน้ำตาลตามหน่วยบริโภค โดยคิดหลังจากผสมน้ำตามสัดส่วนที่กำหนด แล้วจึงคำนวณภาษีตามอัตราใหม่ที่กรมสรรพสามิตกำหนด

*ภาษีความหวานไม่ใช่ของใหม่ *

     การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในระดับที่สูงนั้น ในต่างประเทศใช้มาตรการนี้มานานแล้ว แต่สำหรับประเทศในเอเชียก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่งปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่ม ครอบคลุมทั้งน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา และกาแฟพร้อมดื่ม ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาเครื่องดื่มเพิ่มตั้งแต่ 2% ไปจนถึง 140% เลยทีเดียว โดยต้นทุนของเครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นถึง 36%

     ขณะที่สิงคโปร์ รัฐบาลก็ขอความร่วมมือให้บริษัทเอกชนลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง กระทั่งนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ยังออกมาเรียกร้องให้ประชาชนดื่มน้ำเปล่าแทน นอกจากการขึ้นภาษีแล้วยังผลักดันการติดป้ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลสูงเพื่อกระตุ้นการรับรู้อีกด้วย โดยสิงคโปร์วางแผนควบคุมเครื่องดื่มทั้งหมดในประเทศให้มีน้ำตาลไม่เกิน 12% ภายในปี 2020

OrpGcYR.jpg

     ขณะนี้มีรายงานว่าผู้ประกอบการชาเขียวเริ่มปรับขึ้นราคารายละ 2-5 บาท ส่วนผู้ผลิตกาแฟกระป๋องเริ่มปรับราคาขึ้น 2 บาท เพื่อรับกับภาระด้านภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราคาดการณ์ได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องปกติที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระให้กับผู้บริโภคเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้

อ้างอิง:

ข่าวต้นฉบับ

 

ที่มา ไลน์ทูเดย์

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Sign in to follow this  

  • Recently Browsing

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...