Jump to content
aeize.com 4.3.6
Sign in to follow this  
No.4

‘กูเกิล’ ชี้ ออนไลน์-แพลตฟอร์มวีดิโอ ดันอุปโภคบริโภค

Recommended Posts

JsPy0m8.jpg

ผลการวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของคนไทยหัวข้อ "Path to Purchase" โดยความร่วมมือระหว่าง "กูเกิล" และ "ทีเอ็นเอส" เผยว่า สื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยเฉลี่ย 80% ของผู้บริโภคใช้ช่องทางออนไลน์ค้นหาสินค้าต่างๆ จากจำนวนดังกล่าว 55% ค้นหาผ่านสมาร์ทโฟน ขณะที่ 85% บอกว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการประกอบการตัดสินใจ

การสำรวจพบด้วยว่า ครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมีกำลังซื้อมากกว่าครัวเรือนที่ยังไม่เข้าไม่ถึง 1.24 เท่า ขณะเดียวกันมีการเข้าถึงสินค้าที่มีความพรีเมียมมากกว่า ปัจจุบันประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีสัดส่วน 59% ทว่าเชิงยอดขายสร้างมูลค่าสัดส่วน 64%ที่น่าสนใจกว่า 93% ใช้เสิร์ชเอนจิ้นค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าดูแลผิวหน้า

กูเกิลชี้ว่า ผู้บริโภคไทยเปิดใจรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ในขณะที่หาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่สนใจ กว่า 58% ของคนไทยเผยว่าพวกเขาค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ ในระหว่างที่ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่พวกเขาสนใจ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนักการตลาดที่ต้องการสร้างอิทธิพลต่อผู้บริโภค ขณะนี้ กว่า 8 ใน 10 หรือ 85% ตัดสินใจเลือกแบรนด์ล่วงหน้าก่อนไปซื้อที่ร้าน

นางเอพริล ศรีวิกรม์ หัวหน้าทีมอุตสาหกรรม กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้บริโภคไทยได้รับข้อมูลข่าวสารที่ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยช่องทางการค้นหาสินค้าและบริการที่หลากหลาย ผู้บริโภคไปที่ร้านด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการจะซื้อ โดยกว่า 6 ใน 10 หรือ 61% ของผู้บริโภคไทยเห็นพ้องต้องกันว่าการใช้สมาร์ทโฟนทำให้พวกเขาศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อจริงมากขึ้นกว่าเดิม

วีดิโออิทธิพลแรง

ข้อมูลระบุว่า สัดส่วนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ขณะนี้ในพื้นที่เมืองเขาถึงแล้ว 78% ต่างจัดหวัดราว 43%ด้านพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ 32% ใช้ค้นหาข้อมูล ณ จุดขาย 73% ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม 47% ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น ส่วนการค้นหาข้อมูลผ่านมือถือ 42% ค้นหาข้อมูล ณ จุดขาย 73% ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และ 49% ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น

นอกจากนี้ วีดิโอมีบทบาทอย่างมากในการเลือกแบรนด์ 95% ของคนไทยกล่าวว่าวิดีโอออนไลน์ทำให้พวกเขามีความรู้สึกต่อแบรนด์ๆ หนึ่งในเชิงบวกมากขึ้น จากจำนวนดังกล่าว 59% มีแนวโน้มที่จะใช้วีดิโอออนไลน์เพื่อประกอบการตัดสินค้าซื้อสินค้าในอนาคต

ทั้งนี้ มี 51% ที่ชมวีดิโอออนไลน์เพื่อเปรียบเทียบแบรนด์ที่สนใจกับแบรนด์อื่นๆ 45% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากวีดิโอออนไลน์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจซื้อ 44% เข้าชมเว็บไซต์หลักของแบรนด์ที่ปรากฏในวีดิโอ 36% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์จากวีดิโอออนไลน์ในภายหลัง 32% ค้นหาสินค้าในร้าน 21% ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต

หาโอกาสต่างจังหวัด

เธอกล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายต่างต้องเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากธุรกิจเอฟเอ็มซีจีเติบโตต่ำมาก อย่างปีที่ผ่านมาเพียง 1.7% ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี แยกตามประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคภายในครัวเรือนเติบโต 3.2% ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวพรรณเติบโต 2.9% อาหารและเครื่องดื่มเติบโต 0.8%

ข้อมูลระบุว่า ปี 2559 อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยมีมูลค่าประมาณ 2.74 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ดี สัดส่วนการบริโภคมาจากเขตเมืองและนอกเมืองใกล้เคียงกันที่ 51% ต่อ 49% แต่ทั้งนี้ พื้นที่ต่างจังหวัดเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตได้ดีมากกว่า แม้ดูเหมือนเข้าถึงได้ยากกว่า ทว่าการเข้าถึงออนไลน์ที่มากขึ้นได้เปิดโอกาสเพิ่ม ปี 2559 เทียบกับปี 2558 การบริโภคของครัวเรือนในตลาดต่างจังหวัดเติบโตระดับ 3.25% เขตเมืองเพียง 0.27%

ผู้บริโภคทุกวันนี้มีกระบวนการที่ซับซ้อนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ดังนั้นนักการตลาดต้องหาวิธีการที่สามารถดึงดูดความสนใจด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถตอบสนองต่อความต้องการ หากทำได้ดีจะมีส่วนสำคัญช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการได้เป็นอย่างดี

ดึงออนไลน์เพิ่มกระแส

ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเป็น จากในอดีตนักการตลาดต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลทางอ้อมเพียงอย่างเดียว อาทิ ข้อมูลประชากร เช่น อายุและเพศ ทุกวันนี้มีแหล่งข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้มากขึ้นโดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์

"ข้อมูลประชากรยังคงมีความสำคัญในการวางแผนการตลาด แต่เจตนาของผู้บริโภคหรือสิ่งที่ผู้คนต้องการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญที่นักการตลาดต้องตอบสนองให้ได้"

สำหรับปัจจัยที่จะผลักดันการเติบโตให้มากขึ้นจะมาจากความพร้อมของอินฟราสตรักเจอร์ การเติบโตอีคอมเมิร์ซ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต รวมถึงการผลักดันออนไลน์เพย์เมนท์ต่างๆ

ผลวิจัยดังกล่าวมาจากการสัมภาษณ์ผู้ซื้อสินค้าและบริการที่เฉพาะเจาะจง ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวนทั้งสิ้น 4000 ครัวเรือน ซึ่งมีการซื้อสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิด สินค้าดูแลเส้นผม สินค้าดูแลผิวหน้า และ สินค้าอุปโภคบริโภค สัดส่วนมาจากในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเภอเมือง 45% ที่เหลือ 55% พื้นที่นอกเมืองอื่นๆ

 

ที่มา

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!

Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.

Sign In Now
Sign in to follow this  

  • Recently Browsing

    No registered users viewing this page.

×