Jump to content
aeize.com 4.4.9.2
Sign in to follow this  
No.4

ผลของมาตรการ "ช็อปช่วยชาติ"

Recommended Posts

Prachachat

9Cl6n8h.jpg

คอลัมน์ ดุลยธรรม
โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

หลังการสิ้นสุดของมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” (13 พ.ย.- 3 ธ.ค. 2560) ระยะเวลา 19 วัน พบว่าผลของมาตรการดังกล่าวต่อการกระตุ้นการใช้จ่ายและเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เม็ดเงินสะพัดไม่ถึง 10,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายที่ต้องจ่ายตามปกติอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้กลับจะทำให้เกิดการชะลอการบริโภคในระยะต่อไป

มาตรการช็อปช่วยชาติ มีกลุ่มคนได้ประโยชน์โดยตรงค่อนข้างจำกัด เป็นผู้เสียภาษีในอัตราภาษี 20% ขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนเพียง 7% ของผู้ยื่นแบบเสียภาษี ปีนี้การกระตุ้นการใช้จ่ายอันเป็นผล

จากมาตรการช็อปช่วยชาติมีผลน้อยกว่าปีที่ผ่านมา และมีความจำเป็นน้อยลงอย่างมาตรการช้อปช่วยชาติปลายปี 2559 การจัดเก็บภาษี VAT เดือน ม.ค. 2560 อยู่ที่ 245,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ม.ค. 2559 รวม 3,688 ล้านบาท หรือ 1.5% ขณะที่เดือน ธ.ค. 2559 เก็บภาษี VAT ได้ 61,589 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือน ธ.ค. 2558 ราว 644 ล้านบาท หรือ 1%

รัฐบาลได้ทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปีแล้ว มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจชนเพดาน 60% ในปี พ.ศ. 2564 ฉะนั้น การออกมาตรการที่อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า คุ้มค่ากับการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่

แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในขณะนี้ แต่ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนทางการคลังยังไม่สามารถดำเนินได้ตามเป้าหมาย ที่ตั้งเป้าให้มีการจัดทำงบประมาณสมดุลในปี พ.ศ. 2561 เพราะมีความจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก จึงต้องกู้เงินเพิ่มมาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ

ในช่วงปีงบประมาณ 2552-2559 ประเทศไทยขาดดุลงบประมาณสะสมอยู่ที่ 2,687,027 ล้านบาท หรือคิดเฉลี่ยปีละ 335,878 ล้านบาท เท่ากับร้อยละ 14.4 ของเงินรายได้ของรัฐบาลในปี พ.ศ. 2559 (พูดง่าย ๆ มีเงิน 100 บาท แต่จ่าย 114.40 บาท)

ข้อเสนอคือ ให้ปรับกรอบความยั่งยืนทางการคลังใหม่ เนื่องจากไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่เคยกำหนดไว้เมื่อปี พ.ศ. 2553 ที่ต้องการให้จัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560-2561 กรอบเดิมทำไม่ได้แล้ว ต้องยอมรับข้อเท็จจริงและเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะทำให้ฐานะการคลังของรัฐบาลดีขึ้น โดยอาจเลื่อนไป ให้สามารถดำเนินการให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2568-2570 โดยต้องเร่งให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปตามศักยภาพที่ระดับ 4-5% เป็นอย่างน้อย

ปรับโครงสร้างภาษีและเพิ่มภาษีทางตรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาษีที่มีฐานจากทรัพย์สินและภาษีบาป ภาษีธุรกรรมทางออนไลน์ต่าง ๆ ภาษี e-Commerce และการเก็บภาษีเพิ่มเติมจากแรงงานต่างด้าว เพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจเพื่อให้สามารถส่งรายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ลดการรั่วไหลทุจริตคอร์รัปชั่น ตามแผนยุทธศาสตร์กรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ได้ทำไว้เมื่อปี พ.ศ. 2553

ในปีงบประมาณ 2560 นั้น ต้องลดการขาดดุลมาอยู่ที่ระดับ 93,000 ล้านบาท และทำงบประมาณสมดุลหรือเกินดุลได้ 15,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ คือ งบประมาณปี พ.ศ. 2560 ขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท ปี พ.ศ. 2561 ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก การลงทุนเหล่านี้เป็นการปูพื้นฐานอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันและการบูรณาการในระยะยาวให้ประเทศ จึงไม่จำเป็นต้องตัดลดค่าใช้จ่าย รัฐบาลควรเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการคลัง และต้องดำเนินการให้มีประสิทธิภาพและลดการรั่วไหล รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ความยั่งยืนทางการคลังขึ้นมาใหม่

กรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ควรต้องกำหนดขึ้นใหม่นี้ มีความจำเป็นมาก เพราะกรอบเก่าทำไม่ได้แล้ว ต้องกำหนดใหม่ เพื่อจะได้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการทางการคลังให้สอดคล้องกับเป้าหมายกรอบความยั่งยืนทางการคลังใหม่

โดยกรอบความยั่งยืนทางการคลังใหม่นี้ ต้องสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะบริหารประเทศโดยยึดหลักเสถียรภาพและความมีวินัย และความยั่งยืนทางการคลัง จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและยั่งยืนขึ้น มีความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์และงบประมาณให้กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการจัดสรรงบประมาณด้วยความโปร่งใสและยุติธรรมมากขึ้น มีหลักประกันว่า ระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่ประชาชนเคยได้รับ ทั้งเรื่องการศึกษาฟรี สวัสดิการรักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ จะมีงบประมาณในการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การมีกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ชัดเจน จะช่วยกำกับไม่ให้มีการสร้างภาระหนี้สินให้กับลูกหลาน ภาระการใช้หนี้ของรัฐบาลในอนาคตและเป็นภาระภาษีในอนาคตต่อประชาชนมากเกินไป รวมทั้งให้เกิดหลักประกันและความมั่นใจว่าประเทศจะมีงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ดี หากมีมาตรการทางเศรษฐกิจออกมาใหม่ อยากให้เน้นมุ่งเป้าไปที่คนยากจน เนื่องจากข้อมูลระหว่างปี 2558-2559 จำนวนคนยากจนเพิ่มขึ้น 963,000 คน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 20% เป็นคนยากจนที่เพิ่มขึ้นโดยประเทศไม่ได้มีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมก็กระเตื้องขึ้นอีกด้วย สะท้อนปัญหาโครงสร้างความเหลื่อมล้ำรุนแรงและมาตรการที่ออกมาไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาส่วนนี้

คนจนเมืองเพิ่มขึ้น 24% คนจนในชนบทเพิ่มขึ้น 17% ทำให้สัดส่วนคนยากจนเทียบกับประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 7.21% เป็น 8.61% คนจนเมืองที่เพิ่มขึ้นมาก เป็นผลจากการไม่ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลาสามปี และเพิ่งปรับในปีนี้โดยเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ

ข่าวต้นฉบับ

 

ที่มา ไลน์ทูเดย์

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Sign in to follow this  

  • Recently Browsing

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...